กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets) หรือ SCB FM เผย ปัจจัยต่างประเทศทำให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ขณะที่การเมืองไทยไม่ส่งผลมากนัก พร้อมคาด กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้า สู่ระดับ 1% แต่หากเกิดช็อคทางการเมืองอาจลงไปที่ 0.75%

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทเดือนที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยพบว่าความผันผวน (Volatility) ของเงินบาทลดลง สอดคล้องกับ Volatility ของตลาดการเงินโลกที่ลดลง ทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยเป็นผลจากนักลงทุนเริ่มชินกับความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ รวมถึงนโยบายเรื่อง Tariffs และสงครามระหว่างประเทศที่มีพัฒนาการดีขึ้น

นายแพททริก กล่าวเสริมว่า ปัจจัยที่ทำให้บาทยังแข็งค่าต่อได้มาจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง จาก 1) นายเจอโรม พาวเวล ประธาน ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 2) นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปลด ลิซ่า คุก หนึ่งในผู้ว่าการเฟด และ 3) ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีมติว่านโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (แต่ยังให้บังคับใช้ต่อได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด)

โดยปัจจัยดังกล่าวทำให้ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์สหรัฐฯ ลดลง ด้านเงินหยวนยังแข็งค่าขึ้น แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ โดยธนาคารกลางจีนปล่อยให้ Fixing เงินหยวนแข็งค่าขึ้นด้วย จึงหนุนให้เงินภูมิภาคแข็งค่าตามไปด้วย

นอกจากนี้ ราคาทองคำที่สูงขึ้นยังหนุนให้เงินบาทแข็งค่าตาม และแข็งค่ามากกว่าสกุลอื่นในภูมิภาค สำหรับปัจจัยในประเทศคือเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ออกมาดีตามคาด จากการเร่งส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัว ทำให้มีการปรับประมาณการจีดีพี ปี 2568 สูงขึ้นเล็กน้อย

ทั้งนี้ พบว่า ธปท. เข้าดูแลการแข็งค่าของเงินบาท โดยเห็นว่าเงินบาทได้รับแรง support ที่ระดับราว 32.25 ซึ่งอาจสะท้อนการเข้าแทรกแซงโดยการขายเงินบาทเทียบต่อดอลลาร์สหรัฐออกมา ทำให้บาทยังไม่สามารถแข็งค่าต่ำกว่าระดับนี้ได้

นายแพททริก มองในระยะต่อไปว่า แนวโน้มเงินบาทจะขึ้นอยู่กับฉากทัศน์การเมืองไทยเป็นสำคัญ โดยปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อตลาดการเงินไทยคือ การประกาศใช้ พรบ. งบประมาณปี 2569 ว่าจะถูกเลื่อนออกไปหรือไม่ และจะมีการประกาศยุบสภาหรือไม่

โดยนายแพททริก มองว่าแม้การเลือกแคนดิเดตนายกฯ จะมีนัยต่อการเมืองในระยะต่อไปอย่างมาก แต่จะไม่ส่งผลต่อเงินบาทมากนัก โดยหากสามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้เร็ว ไม่ว่านายกฯ จะมาจากพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย คาดว่าเงินบาทจะไม่ผันผวนแรง และยังทรงตัวในระดับแข็งค่าต่อไปได้

แต่หากการโหวตยืดเยื้อ หรือไม่สามารถหาข้อตกลงได้ หรือนำไปสู่การยุบสภา อาจทำให้เงินบาทผันผวน และอ่อนค่าลงได้

สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามคือ การผ่าน พรบ. งบประมาณปี 2569 โดยในขณะนี้ได้ผ่านรัฐสภาในวาระที่ 3 ไปแล้ว ดังนั้น หากวุฒิสภาไม่ปรับแก้สาระสำคัญ ก็น่าจะสามารถประกาศใช้ พรบ. งบประมาณได้ตามกรอบเวลาเดิม ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินไทยนัก

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า สำหรับกรณีฐาน (Baseline scenario) ที่การเลือกนายกฯ ทำได้เร็ว และ พรบ. งบประมาณผ่านได้ตามคาด เงินบาทอาจอยู่ในกรอบ 31.50-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปลายปี ทั้งนี้ หากมีการปรับแก้รายละเอียดเล็กน้อยของ พรบ. งบประมาณ รัฐสภาจะยังสามารถปรับแก้ได้ และไม่น่าจะกระทบกรอบเวลาในการประกาศใช้นัก ก็อาจไม่กระทบตลาดการเงินไทยนัก

อย่างไรก็ดี ในกรณี Alternative scenario คือ 1) หากมีการยุบสภา นักลงทุนอาจกังวลต่อความไม่แน่นอน หรือ 2) หากวุฒิสภาปรับแก้สาระสำคัญของ พรบ. และสภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาใหม่ อาจต้องมีคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบในการรับรองร่างที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็อาจทำให้การประกาศใช้ พรบ. งบประมาณล่าช้าออกไป ซึ่งในกรณีทั้ง 2 นี้ เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าในระยะสั้น โดยมองกรอบที่ราว 33.60-33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับประเด็นอื่นที่อาจกระทบเงินบาท และต้องติดตาม คือ 1) คำตัดสิน Supreme court ของสหรัฐฯ ต่อประเด็นอำนาจในการดำเนินนโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ และ 2) แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด และจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งการปลด ลิซ่า คุก และแต่งตั้ง ประธานเฟด ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน พาวเวล ในปีหน้า จะส่งผลต่อการกำหนดทิศทางของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC)

โดยนายวชิรวัฒน์ มีมุมมองดอกเบี้ยนโยบายไทย คาดว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ และลดต่อได้อีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้า เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับมาสูงขึ้น ทั้งนี้ หากเกิด Shock การเมือง เช่น พรบ. งบประมาณล่าช้า หรือการเบิกจ่ายและออกนโยบายติดขัด ก็อาจทำให้นโยบายการเงินต้องผ่อนคลายมากขึ้น โดยอาจเห็น กนง. ลดดอกเบี้ยไปที่ 0.75% ภายในครึ่งปีแรก 2569 ได้

ขณะที่มองค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ราว 31.70-32.20 บาท เป็นระดับที่ผู้นำเข้าอาจพิจารณาซื้อได้ โดยหากการเมืองไทยได้ข้อสรุปเร็ว และเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อ และเงินบาทแข็งค่าได้

นอกจากนี้ US Yields ที่ลดลงหนุนให้ราคาทองสูงขึ้น และอาจทำให้บาทแข็งค่าต่อได้เช่นกัน แต่หากค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับราว 32.40-32.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ มองว่าเป็นระดับที่ผู้ส่งออกอาจพิจารณาขายได้ โดยหากการเมืองไทยยังไม่นิ่ง และเกิดความไม่แน่นอนขึ้น เช่น ยังไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ ในสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าในช่วงสั้น ซึ่งจะเป็นจังหวะให้ผู้ส่งออกขาย USDTHB ได้ นอกจากนี้ อาจพิจารณาซื้อ Options เพื่อปิดความเสี่ยงการเมือง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน