ราคาทองในประเทศพุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่อีกครั้งในรอบ 4 เดือนเศษ ขณะที่ YLG เผยความต้องการทองคำในประเทศไทยปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยปีที่แล้วติดอันดับ 10 ของโลก และอันดับ 3 ในเอเชีย ทั้งนี้จับตาหากราคาทะลุแนวต้านที่ 3,750 ดอลลาร์ได้ มีโอกาสเห็นราคา 4,000 ดอลลาร์ ภายในปีนี้
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ทิศทางความต้องการทองคำในประเทศไทยปี 2568 ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2567 ที่มีความต้องการทองคำของไทยเพื่อการบริโภคสูงถึง 49 ตัน เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และถือเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก ส่งผลให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก และอันดับที่ 3 ของเอเชีย ที่ซื้อทองคำเพื่อการบริโภคสูงสุด และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 ปี นับตั้งแต่เกิดโควิด-19 ในปี พ.ศ. 2564 – 2567
ขณะเดียวกันปี 2568 ภาพรวมครึ่งปีแรกความต้องการทองคำเพื่อบริโภคของไทยอยู่ที่ 20.7 ตัน เติบโต 21 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงคาดการณ์ว่าทิศทางการเติบโตของไทยปีนี้ทั้งปีจะไม่ต่ำกว่าปี 2567 แน่นอน โดยเฉพาะความต้องการทองคำเพื่อการลงทุน เนื่องจากทิศทางทองคำปีนี้ยังมีแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน แม้ล่าสุดจะทำจุดสูงสุดใหม่ 3,674 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ไปแล้ว แต่ยังมีโอกาสขึ้นไปหาเป้าหมายระดับบนที่ 3,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์
ขณะที่ทองคำแท่งในประเทศมองว่าภายในสิ้นปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 56,000-57,000 บาทต่อบาททองคำ โดยอิงจากสมมติฐานค่าเงินบาทที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อาจทำให้ราคาทองคำในประเทศไม่สูงเท่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งต้นปี YLG เคยคาดการณ์ทองไทยปีนี้จะแตะ 60,000 บาท แต่ในขณะนั้นค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33 บาท
“แนวโน้มโดยรวมทองยังคงเป็นขาขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ในวันที่ 17 ก.ย. นี้ เป็นไปได้แน่นอนแล้วว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่จะลด 0.50% หรือ 0.25% เพราะมีการคาดการณ์กันว่าเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.75% ในปีนี้ ซึ่งหากครั้งที่จะถึงนี้เฟดปรับลดดอกเบี้ยเลย 0.50% ก็ส่งผลดีอย่างมากต่อราคาทองคำ และจะเห็นราคาทองคำเคลื่อนไหวอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่หากปรับลง 0.25% ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวไม่มาก เนื่องจากตลาดรับข่าวไปแล้ว“
นางพวรรณ์ กล่าวว่านอกเหนือจากนี้ยังมีปัจจัยธนาคารกลางทั่วโลกในขณะนี้ถือเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุด โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการซื้อประมาณปีละ 1,000 ตัน และแม้ว่าปีนี้ครึ่งปีแรกจะซื้อลดลงอยู่ที่ 400 ตัน เนื่องจากราคาทองคำปรับสูงขึ้นมาก แต่คาดว่าสิ้นปีจะซื้อสะสมที่ 800-1,000 ตัน ซึ่งธนาคารกลางกลายเป็นส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดในโครงสร้างความต้องการทองคำ แซงหน้าความต้องการจากเครื่องประดับและการลงทุน
โดยเฉพาะจีนที่เริ่มถือครองทองคำมากขึ้น และลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มทองคำสำรองเป็น 4,000 ตัน จากปัจจุบันที่ประมาณ 2,300 ตัน ดังนั้นทำให้มองว่าราคาทองคำจากนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์แล้ว
ในขณะเดียวกันมีโอกาสที่ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ราคาทองคำในตลาดโลกจะปรับขึ้นได้อีก 300-400 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากสามารถทะลุแนวต้านที่ 3,750 ดอลลาร์ได้ และมีโอกาสเห็นราคา 4,000 ดอลลาร์ โดยให้แนวรับปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3,580 ดอลลาร์ และอาจมีการย่อตัวในระยะสั้นไปที่ 3,450 ดอลลาร์
สำหรับความเคลื่อนไหวราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 14.49 น. สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 4 เดือนเศษ โดยสมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาครั้งที่ 7 ทองคำแท่ง 96.5 ขายออกที่บาทละ 54,900 บาท รับซื้อที่ 54,800 บาท และทองรูปพรรณ ขายออกที่ 55,700 บาท และ ขายออกที่ 53,696.72 บาท ขณะที่ราคาทองในตลาดโลกอยู่ที่ 3,647 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ส่วนค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ วายแอลจี ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า จากการสำรวจล่าสุดพบว่านักลงทุนไทย 100% มีจำนวน 97% ที่ลงทุนในทองคำ ในกลุ่มนี้มี 20% ที่เข้ามาลงทุนทองคำโดยที่ไม่เคยซื้อทองคำมาก่อน และมี 77% ที่ลงทุนทองคำโดยที่เคยซื้อทองคำมาแล้ว
ขณะเดียวกันมีเพียง 3% ที่ไม่คิดลงทุนและซื้อทองคำ โดยให้เหตุผลว่าความรู้ และความสามารถในการซื้อมีจำกัด รวมถึงไม่ทราบถึงทางเลือกการลงทุนทองคำที่จับต้องได้และราคาไม่แพง
นอกจากนี้นักลงทุนทองคำเกือบครึ่งหนึ่งกังวลเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ทองคำ เช่น สินค้าปลอม และกังวลเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ที่ไม่มีการรับประกันความปลอดภัย รวมถึงกังวลด้านการเก็บรักษาทองคำให้ปลอดภัย
ดังนั้นคณะกรรมการสมาคมผู้ค้าทองคำ จึงได้ร่วมมือกันแต่งตั้งองค์กรกํากับดูแลการดําเนินงานกิจการค้าทองออนไลน์ในประเทศไทย (SRO) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง มีคณะอนุกรรมการด้านการซื้อขายทองคำออนไลน์จำนวน 7 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งสูงสุด 2 วาระติดต่อกัน
โดยจะคัดเลือกจากนิติบุคคลไทยที่มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาทขึ้นไปที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการค้าทองคำออนไลน์และมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ความเป็นเจ้าของ เพื่อเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมทองคำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการรักษาความซื่อสัตย์สุจริต การรับรองราคาที่โปร่งใสและเป็นธรรม ปกป้องข้อมูลลูกค้าและความปลอดภัยของระบบ หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้เข้าใจผิดหรือผิดกฎหมาย