ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ -บริโภคต่ำสุดรอบ 32 และ 33ด.-หอการค้าลุ้น คนละครึ่ง ปั๊มเงินเข้าระบบแสนล. มั่นใจฟื้นศก.ภายใน 4 ด.
นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) เดือน ส.ค.2568 ว่าอยู่ที่ระดับ 44.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 45.3 ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน
เนื่องจากภาคธุรกิจยังกังวลปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายไทย -กัมพูชา กังวลต่อแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งปัญหาการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีปรากฏ “คลิปเสียง” สนทนากับผู้นำกัมพูชา
นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนส.ค. 2568ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 51.7 เป็น 50.1 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7และยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า และปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังนายกรัฐมนตรีแพรทองธารพ้นจากตำแหน่ง ยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้ต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้ าและความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ในช่วงขาลงทั้ง 2 รายการ โดยมีค่าต่ำที่สุดในรอบ 32 เดือน และ33 เดือน ตามลำดับ เนื่องจากภาคธุรกิจกังวลเสถียรภาพการเมืองที่นายกถูกถอดถอน และปัญหาเศรษฐกิจฟื้นช้า สะท้อนจากระดับการลงทุนของภาคเอกชนในทุกจังหวัดที่ปรับตัวลดลง โดยเดือน ส.ค.อยู่ที่ระดับ 37.5 ขณะที่การจ้างงานอยู่ที่ระดับ 38.0 ซึ่งตัวเลขที่ระดับ 30 กว่าๆ ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังนั้นรัฐบาลใหม่มีความจำเป็นต้องเข้ามาเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว
ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองที่คลี่คลาย จากการที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคณะรัฐมนตรีคนนอกมืออาชีพที่จะเข้ามาดูแลเศรษฐกิจ ทำให้เกิดกระแสเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย อาจทำให้สัญญานดัชนีความเชื่อมั่นขาลงอาจถูกเบรค และเริ่มกลับเข้าสู่ดัชนีขาขึ้นได้ หากรัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรกการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี2569 ซึ่งคาดว่ารัฐบาลใหม่น่าจะเริ่มบริหารประเทศได้ในช่วงเดือนต.ค.นี้ และประสานไปยังหน่วยงานท้องถิ่นให้เร่งเบิกจ่าย เพื่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น
รวมทั้งผลักดันโครงการคนละครึ่งออกมาใช้ดดยเร็ว สำหรับเฟส 1 คาดว่ารัฐบาลจะใช้งบในโครงการราว 2.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถสร้างเงินสะพัดในระบบได้ 7หมื่น-1แสนล้านบาท เนื่องกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะใช้สิทธิหมดทันที ขณะที่กลุ่มคนระดับปานกลางที่ประหยัดค่าใช้จ่ายจากโครงการนี้ได้ อาจจะดึงเงินออมออกมาใช้จ่ายอย่างอื่น ทำให้ มีตัวทวีคูณในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
“คนละครึ่งเฟส1 น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 7หมื่น- 1แสนล้านบาท หากรวมกับการเร่งเบิกจ่ายงบปี69 งบท้องถิ่นเชื่อว่าจะประคองเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนี้ให้โตได้เพิ่มขึ้นอีก 1-2% มาอยู่ที่ 2.3% และจะผลักให้จีดีพีทั้งปีนี้โตเกิน 2.5% มากกว่าเป้าคาดการณ์ที่ไว้ 2% “
นายธนวรรธน์กล่าวว่าเพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องไม่ชะงักงั้นรัฐบาลควรจะเติมเงินโครงการคนละครึ่งเพิ่มอีก 2.5 หมื่นล้านบาท ในเฟส 2 รวมเป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น 5หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจจะมีการโยกงบกลางเข้ามาใช้เพราะถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากทำได้เชื่อว่าภายใน 4 เดือนรัฐบาลจะฟื้นเศรษฐกิจได้ ตั้งแต่ปลายปีไปจนถึงไตรมาส1ปีหน้า โดยจีดีพีไตรมาส1 อาจจะโตได้ 2.5-3% มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะรองรับการยุบสภาในช่วงต้นปีพอดี ซึ่งจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบ4ปี ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้นอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแลความเหมาะสมของค่าเงินบาทให้อยู่ระหว่าง 32-33บาท/เหรีญญสหรัฐ เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้