ซีอีโอ BAM ตอกย้ำบทบาท “AMC” ในฐานะแก้มลิงเศรษฐกิจ ชี้หนี้เสียในระบบทะลุ 2 ล้านล้านบาท ต้องเร่งปรับโมเดลสู่ “TDR Factory” โรงงานแก้หนี้ เปลี่ยน NPL เป็น RPL คืนชีวิตลูกหนี้ ฟื้นเสถียรภาพเศรษฐกิจ
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวใน งานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 New Era of AMC 2025 “พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในหัวข้อ AMC กับบทบาทการพลิกฟื้นสินทรัพย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จัดโดย บมจ.บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์
หนี้เสียในระบบเศรษฐกิจ จุดเริ่มต้นของภารกิจ AMC
เมื่อไรที่มี NPL เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ บริษัทบริหารสินเทรัพย์ หรือ AMC จะต้องทำหน้าที่เป็นแก้มลิง ในขณะเดียวกันเราต้องสามารถมีวิธีการเปลี่ยนหนี้เสีย ให้กลายเป็นหนี้สุขให้ได้ หรือต้องทำประโยชน์ให้ลูกหนี้สามารถฟื้นกลับมาได้ใหม่
โดย AMC ไม่ใช่ทำเพียงแค่การตีทรัพย์ชำระหนี้ หรือเร่งดำเนินกับลูกหนี้ แล้วสุดท้ายเปลี่ยนจากหนี้เสียหรือ NPL กลายมาเป็นทรัพย์อการขาย หรือ NPA ที่ไม่สามารถระบายได้ เพราะเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตไม่ถึง 3%ในขณะที่ในโมเดลของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม มีการก่อหนี้ 3-4 เท่า เพื่อสร้างรายได้ 1 เท่า ซึ่งมองว่าแนวทางนี้ไม่น่าจะถูกต้อง
NPL ไทยอยู่ที่ 3% แต่ซับซ้อนกว่าอดีตหลายเท่า
โดย AMC เป็นหนึ่งในธุรกิจที่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ดังนั้นจะไม่สามารถนำแนวคิดหรือกระบวนการทำงานแบบเดิมๆ มาใช้กับปัญหาเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว
เนื่องจากเศรษฐโลกมีการเติบโตในระดับต่ำ และโลกมีปัญหาทับซ้อน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น หนี้เสีย ที่วิ่งเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากผิดปกติ ซึ่งระดับหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3%
โดยดูเหมือนจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เพราะเมื่อเทียบกับในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 ที่ระดับหนี้เสียสูงถึง 38-40% ก็ยังบริหารจัดการและพลิกฟื้นเศรษฐกิจกลับมาได้ แต่สภาวะทางเศรษฐกิจ (Complication) ในปี 2540 กับ ปัจจุบันต่างกันโดยสิ้นเชิง
“TDR Factory” โรงงานแก้หนี้ รับมือคลื่น NPL
ทั้งนี้ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง สามารถบริหารจัดการหนี้เสียที่สูงถึงระดับ 38-40% ด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เพียง 3 แห่ง แต่ปัจจุบันมี AMC ถึง 90 แห่ง แต่ยังไม่สามารถบริหารจัดการหนี้เสียในระบบที่มีอยู่ 3% ได้
เนื่องจากขนาดของหนี้เสียแตกต่างกัน โดยช่วงต้มยำกุ้ง เป็นนี้เสียชิ้นใหญ่ระดับ 30,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งโดยรวมแล้วมีประมาณ 50 ชิ้น แต่ปัจจุบันหนี้เสียที่วิ่งเข้ามากระแทกมีมากถึง 5 ล้านชิ้น กับ AMC ที่มีทั้งหมด 90 แห่ง
ดังนั้น AMC ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานจากทำทีละชิ้น หรือ First come First serve เป็นแบบโรงงานแก้หนี้ หรือ TDR Factory เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างหนี้ที่เข้ามาเร็วและแรงในขณะนี้
“SM เหมือนผู้ป่วยติดเครื่อง ECMO”
นายรักษ์ ยังชวนให้ดูภาพรวมหนี้ในประเทศไทย แบ่งเป็นหนี้ภาคธุรกิจทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอี 18.4 ล้านล้านบาท และหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท ขณะที่ระดับหนี้เสีย (NPL) ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.71 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 2.9%
แต่ระดับ SM หรือยอดค้างชำระหนี้ไม่เกิน 90 วัน ในขณะนี้สูงเป็น 2 เท่าของ NPL ในปัจจุบัน ทั้งนี้หากมาตรการคุณสู้เราช่วยหมด หลายฝ่ายกังวลว่า SM จะวิ่งเข้ามาเป็น NPL โดยเปรียบเทียบ SM เหมือนคุณปู่ที่มีเครื่อง ECMO หรือเครื่องพยุงช่วยหายใจ เมื่อใดที่ถอดเครื่อง ECMO ออก ก็หมดลมหายใจ
หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกินค่าเฉลี่ยอาเซียน
“สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างคือ วันนี้หนี้ครัวเรือนไทยปรับลดลงจาก 93-94% ในช่วงโควิด ลงมาเหลือ 86% แต่เมื่อไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของหนี้ครัวเรือนในอาเซียน ซี่งอยู่ในระดับ 63% ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะเกิดจากค่านิยม “สร้างหนี้วันนี้แล้วไปตายเอาดาบหน้า” ดังนั้นเราอาจต้องนำพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 มาใช้”
อัตราปฏิเสธสินเชื่อพุ่งเกิน 50%
นายรักษ์ ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าจากหนี้ครัวเรือนไทยทั้งหมด มีประมาณ 80% เป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงิน อีกประมาณ 6.5% เป็นหนี้นอกระบบ และอีก 13.5% เป็นหนี้ทั้งในระดับและนอกระบบ ในขณะที่สัดส่วนหนี้เสียแบ่งเป็นรายประเภท
โดยสูงสุด 3 อันดับแรก คือหนี้ธุรกิจรายย่อย 25% หนี้บ้าน 21% และ หนี้ภาคการผลิต 17% โดยการบริหารหนี้ที่เกิดจากการกู้ซื้อบ้าน จะบริหารจัดการได้ง่ายที่สุดเนื่องจากมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นที่อยู่อาศัย
“ปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจค) ของสถาบันการเงินทั้งระบบของไทยเกิน 50% ไปแล้ว และสินเชื่อบางประเภทมีอัตราการรีเจคเกิน 67% แล้วเช่นกัน ทำให้ภาคธนาคารต่างโฟกัสในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ที่วงเงินสินเชื่อมากกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไปเป็นหลัก”
NPL ในระบบ AMC ทะลุ 1 ล้านล้าน เตรียมพุ่งแตะ 2 ล้านล้าน
นายรักษ์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ปัจจุบันมี NPL ที่เข้ามาอยู่ในระบบ AMC แล้ว 1 ล้านล้านบาท และในปีนี้กำลังจะเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นจากระบบธนาคารพาณิชย์ 5.2 แสนล้านบาท และ จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอีก 3.3 แสนล้านบาท ซึ่งหากลูกหนี้กลุ่มนี้ไม่สามารถกลับไปแก้หนี้ได้ เชื่อว่าลูกหนี้กลุ่มนี้จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ดังนั้น BAM จึงมีแนวคิดที่จะทำให้ NPL เป็น RPL (Reperforming Loan) หรือ ทำให้ลูกหนี้ที่เคยผิดนัดชำระหนี้ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ปกติให้ได้เร็วที่สุดอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการคลัง มีนวัตกรรม Ari Score หรืออารีย์สกอร์ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนตัวเล็ก ที่เป็นผู้มีรายได้น้อย มีเงินเก็บน้อย และไม่มีหลักประกัน สามารถ เข้าถึงแหล่งเงินทุนในสถาบันการเงินได้ทำให้สามารถลดการพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบ
รวมถึงมี B-Score (ที่ใช้กระบวนการทางสถิติคำนวณความน่าจะเป็นจากข้อมูลพฤติกรรมของผู้ขอสินเชื่อเป็นคะแนนเครดิต เพื่อทำดัชนีชี้วัดความตั้งใจในการชำระหนี้) และมีพร้อมทั้งผู้ให้กู้ (Lender)
เพิ่มศักยภาพดูดซับหนี้ 20-30% ของระบบ
อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยของ AMC ในการดูดซับหนี้ในระบบไม่เกินปีละ 1 แสนล้านบาท หรือราว 10% ของหนี้เสียทั้งระบบ แต่มีแนวโน้มที่หนี้เสียใหม่กำลังจะเข้ามาในระบบพิ่มขึ้น จึงจำเป็นที่ AMC จะต้องเพิ่มความสามารถในการดูซับหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 20-30% ของหนี้เสียทั้งระบบ ดังนั้นหากมี ข้อกำหนดพื้นฐาน ที่ทำให้ AMC สามารถทำงานร่วมกันได้ จะเป็นทางออกให้กับวิกฤติหนี้เสียของประเทศได้
“AMC จะเป็นทางออกของวิกฤตหนี้ เพื่อช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจและเสริมเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ”
“ยอดหนี้ 2 ล้านล้าน ฝันร้ายของธนาคาร แต่คืออาหารของ AMC”
ทั้งนี้ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย และ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 ระบุว่า ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และสินเชื่อที่อยู่ในความเสี่ยง (SM Loans) ของประเทศมีมูลค่าสูงถึง 2.09 ล้านล้านบาท
โดยแบ่งเป็น หนี้ SME และ บริษัทขนาดใหญ่ รวม 1.34 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็น NPL จากธนาคารพาณิชย์ 3.44 แสนล้านบาท NPL จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 1.46 แสนล้านบาท และเป็น SM Loans 8.5 แสนล้านบาท ขณะที่เป็นหนี้ครัวเรือน (ภาคบริโภคส่วนบุคคล) รวม 7.48 แสนล้านบาท แบ่งเป็น NPL จากธนาคารพาณิชย์ 1.77 แสนล้านบาท NPL จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 1.69แสนล้านบาท และ SM Loans 4.02 แสนล้านบาท
ขณะที่ปัจจุบันมี AMC 86 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ โดยทำหน้าที่เข้าซื้อและบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ (RPL)
ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงานของ AMC จะช่วยให้สถานะทางการเงินของลูกหนี้ดีขึ้น โดยลูกหนี้ที่ปลดภาระหนี้ได้สำเร็จสามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีศักยภาพในการชำระหนี้ใหม่ และสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการลงทุนหรือขยายกิจการได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มช่องทางการใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
“ยอดหนี้ 2 ล้านล้านดังกล่าว ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารพาณิชย์ แต่เป็นอาหารของ AMC ที่ 86-90 ราย แทบไม่ต้องแข่งกันเลย และหากเราสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยสร้างโรงงานแก้หนี้ หรือ TDR Factory ด้วยการแยกสายพานเป็น ลูกหนี้รายย่อย ลูกหนี้ SME และลูกหนี้บริษัทขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างหนี้จากปีละ 1 แสนล้านบาท เป็น 2-2.5 แสนล้านบาท จะใช้เวลาเพียง 6 ปี ก็แก้หนี้ได้หมด”
นายรักษ์ กล่าวพร้อมมองว่าประเทศไทยยังมีความหวัง เพราะคนกลุ่มนี้จะสามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และหากเราสามารถทำร่วมกันได้ จะเป็นมหากุศลเลย เพราะ ทุกๆ วันที่ AMC ทำงาน คือการทำบุญ
NPA สู่ “ทรัพย์สร้างคุณค่า”
นายรักษ์ กล่าวและว่า ปัจจุบัน AMC มีทั้ง NPL และ NPA ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไม่สามารถเปิดโครงการใหม่ได้ และทางออกในการแก้หนี้คือ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมาซื้อทรัพย์ NPA กลับไปขายใหม่ได้
ปัจจุบัน BAM มีทรัพย์ NPA ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่ง ประมาณ 150 ยูนิต กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล หาก AMC สามารถทำงานร่วมกันได้
หรือหากมีแพลตฟอร์มกลาง ให้ AMC ทุกรายนำทรัพย์มารวมกัน เพื่อร่วมกันพลิกจากทรัพย์ร้างให้กลายมาเป็นทรัพย์สร้างคุณค่า หรือเป็นการคืนทรัพย์กลับเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจไทย อีกทั้งยังทำให้ผู้ประกอบการกลับมาสู่ธุรกิจอย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้งด้วย
สร้าง “พาร์ทเนอร์ชิพ” เติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัด
โดยปัจจุบัน BAM มีโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต สร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยเข้าถึง “บ้าน” อย่างแท้จริง ในราคาจับต้องได้ ผ่อนตรงกับ BAM เริ่มต้น 500 บาท ต่อเดือน ซึ่งโครงการนี้สามารถตอบโจทย์ในภาวะที่ธนาคารมีการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยในอัตราสูงถึง 60% โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพอิสระที่มีจำนวนมากขึ้นในปัจจุบันได้
“BAM เป็นหมอหนี้มา 27 ปีแล้ว นอกจากนี้เรายังมีที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ที่ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ และเติมเงินให้กับลูกหนี้ ซี่งข้อดีของ BAM คือได้หนี้คืนทั้งจำนวน หลังจากลูกหนี้สามารถได้วงเงินกู้ใหม่จากสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศน์ให้ทุกคนมีที่ยืน และมีที่เล่น”
นายรักษ์ กล่าวสรุปว่าถึงเวลาแล้วในการสร้างระบบนิเวศน์ของ AMC ทั้ง 90 ราย สามารถเติบโตไปพร้อมกัน เพราะจำนวนหนี้เสีย 2 ล้านล้านบาท ที่กำลังจะทะลักเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ พร้อมทิ้งท้ายด้วยว่าการสร้างพาร์ทเนอร์ชิพ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างไม่มีขีดจำกัด