นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จะกลับมาระบาดระลอกใหม่ ทั้งยังเป็นเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ด้วย แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสแตะระดับ 1,600 จุดได้ในช่วงปลายไตรมาส 2 นี้ ภายใต้ 4 ปัจจัยที่เป็นต้วสนับสนุน คือ กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ช่วงครึ่งปีแรกนี้อาจเติบโตได้ 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากประมาณการไตรมาสแรกโต 83% ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2 อาจขยายตัวได้ 71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานกำไรที่ต่ำในปีที่แล้ว

ประกอบกับตอนนี้ภาครัฐไม่ได้ประกาศล็อกดาวน์ประเทศเหมือนปีก่อน แต่เป็นเพียงมาตรการคุมเข้มเวลาเปิดปิดในบางกิจการ เพื่อป้องการแพร่ระบาดอีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากกลุ่มน้ำมัน และปิโตรเคมีที่ฟื้นตัวทั่วโลก ขณะที่กลุ่มธุรกิจสื่อสาร, นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และประกัน คาดว่ากำไรไตรมาสแรกจะเติบโต จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในต้นปี 2563

อีกทั้งภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาจมีการพิจารณาลดมาตรการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ แอลทีวีและผ่อนผันให้ชาวต่างชาติ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำไปอีก อย่างน้อย 12-18 เดือน หลังล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ 0-0.25% ไปถึงปี 2566 ขณะที่นักลงทุนอาจคลายความกังวลและเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี อาจเริ่มอ่อนตัวลง

ทำให้ปัจจุบันบริษัทยังไม่ปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น โดยคงไว้ที่ระดับ 83 บาท และดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ที่ 1,605 จุด เพราะมองว่ากลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์, น้ำมัน, ปิโตรเคมี, พาณิชย์, สถาบันการเงิน และวัสดุก่อสร้าง ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แม้ภาคท่องเที่ยวยังไม่สามารถกลับมาได้ โดยจะรอดูสถานการณ์อีก 1 เดือน หากมีผู้ติดเชื้อใหม่พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง อาจเห็นการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนลง

สำหรับหุ้นที่แนะนำลงทุน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มกำไรเติบโตเร็ว อย่าง หุ้นกลุ่มการเงินบุคคล, บริหารจัดการหนี้, ประกัน และอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มธุรกิจรอการเปิดประเทศเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ คือ กลุ่มค้าพาณิชย์, สนามบิน, โรงแรม และร้านอาหารส่วนกลุ่มที่แนะนำให้รอดูสถานการณ์ เนื่องจากกำไรฟื้นตัวกลับเร็ว อย่างกลุ่มน้ำมัน, ปิโตรเคมี, กองเรือ, สถาบันการเงิน และโรงกลั่น ซึ่งอาจเห็นราคาหุ้นปรับตัวลงบ้างในช่วงไตรมาส 2 นี้ เพราะราคาหุ้นปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำลงทุนในหุ้น 65% แบ่งเป็นหุ้นไทย 35% และ 30% ลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศ ส่วน ทองคำ และ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ อย่างละ 10% ที่เหลืออีก 15% แนะถือตราสารหนี้ระยะสั้นและ เงินสด ส่วนกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น 2-3 เดือนข้างหน้า คาดจะดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 100 จุด ฉะนั้นการลงทุนในช่วงนี้ คือ ราคาลงซื้อ ราคาขึ้นขาย โดยหุ้นขนาดกลางจะแกว่งตัวอยู่ในระดับ 5-7% ส่วนหุ้นมูลค่าตลาดใหญ่จะแกว่งตัวแคบประมาณ 5% ขณะที่หุ้นขนาดเล็กสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า ท่ามกลางนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะฟื้นตัว และกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่รวดเร็วเท่าประเทศที่มีการฉีดวัคซีนในสัดส่วนที่สูงก็ตาม


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน