สรุปภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 27 มิ.ย. 2565 ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,580.20 จุด เพิ่มขึ้น +11.44 (+0.73%) จุด มูลค่าการซื้อขาย 59,201.02 ล้านบาท

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันที่ 27 มิ.ย. ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับตลาดหุ้นโลกและในภูมิภาค เป็นผลจากนักลงทุนได้ตอบรับปัจจัยลบส่วนใหญ่ไปแล้ว และต่อให้มีปัจจัยเสี่ยงในระยะ 1 เดือนข้างหน้าที่บริษัทจดทะเบียนจะทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมา นำโดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่จะเริ่มประกาศในช่วงวันที่ 20 ก.ค.นี้ หลังจากนั้นจะทยอยประกาศออกมาในปลายเดือนก.ค.นี้ ต่อเนื่องถึงต้นเดือนส.ค. ซึ่งปัจจัยดังกล่าวก็ยังไม่มีผลต่อตลาดมากในช่วงเวลานี้

ประกอบกับในช่วงใกล้ปิดไตรมาส 2 ก็มีโอกาสที่จะมีการทำวินโดว์เดรสซิ่งของกองทุนต่างๆ ซึ่งหุ้นหลายๆ ตัวที่ปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว ก็อาจมีการถูกขายทำกำไร หรืออาจมีการรีบาลานซ์ หรือปรับน้ำหนักการลงทุน ว่าหุ้นตัวไหนที่ราคาปรับลงไปค่อนข้างมากแล้ว และกลับมาอยู่ในจุดที่น่าจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ซึ่งการรีบาลานซ์นี้ ทำให้เกิดวินโดว์เดรสซิ่งได้

อย่างไรก็ดี หุ้นที่มีโอกาสที่จะมีการวินโดว์เดรสซิ่งหรือเพิ่มน้ำหนักการลงทุน โดยย้อนกลับไปดูช่วงตั้งแต่เกิดโควิด ในปลายเดือนมี.ค. 2563 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จะเห็นว่ากลุ่มสื่อสาร และกลุ่มค้าปลีก จะเป็นหุ้นที่ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด (อันเดอร์เพอร์ฟอร์ม) เนื่องจากถูกผลกระทบมาค่อนข้างจะยาวนาน อีกทั้งกำลังซื้อของคนไทย ส่วนหนึ่งอิงกับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่เป็นลักษณะค่อยๆ ฟื้น ดังนั้นจึงทำให้หุ้นใน 2 กลุ่มดังกล่าวฟื้นตัวขึ้นค่อนข้างจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอื่นๆ

โดยหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ
1. PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,680.23 ล้านบาท +3.00 บาท (+1.95%)
2. BANPU มูลค่าการซื้อขาย 2,401.35 ล้านบาท +0.30 บาท (+2.46%)
3. KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,120.12 ล้านบาท +2.00 บาท (+1.35%)
4. PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,034.87 ล้านบาท +0.75 บาท (+2.26%)
5. SCC มูลค่าการซื้อขาย 1,703.44 ล้านบาท +2.00 (+0.53%)

นอกจากนั้นแล้ว หุ้นที่สะท้อนปัจจัยลบต่างๆ และทำให้ปรับตัวลดลงไปมากแล้ว เช่น หุ้นโรงไฟฟ้า ที่มีต้นทุนเป็นแก๊สธรรมชาติ หุ้นธนาคารและกลุ่มการเงิน โดยหุ้นกลุ่มที่กล่าวมา อาจจะได้รับความสนใจอีกครั้งเนื่องจากช่วงที่ผ่านถูกลดน้ำหนักการลงทุนลงไปบ้าง เนื่องจากกังวลเรื่องหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ซึ่งก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้ แต่ทั้งนี้ในแง่ของการปล่อยสินเชื่อในปีนี้จะมีการเติบโตกระทั่งสามารถไปหักล้างผลกระทบจากเอ็นพีแอล และทำให้มีการเติบโตของกำไรได้ ซึ่งก็น่าจะมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของหุ้นในกลุ่มที่กล่าวมานี้

ขณะที่หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ยังถือเป็นกลุ่มที่ดีและเอาต์เพอร์ฟอร์มมาตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโรงแรมใหญ่ๆ ดังนั้นอาจต้องรอจังหวะการซื้อเก็งกำไร ส่วนหุ้นท่องเที่ยวที่ยังแรกการ์ดอยู่ เช่นหุ้น VRANDA และ SPA ซึ่งจะเห็นว่าราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดช่วงโควิด 50-70% น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นโรงแรมขนาดใหญ่ ที่ปรับขึ้นมาแล้ว 130-200% ทั้งที่ VRANDA น่าจะเป็นหุ้นโรงแรมตัวแรกที่ผลประกอบการจะกลับมามีกำไรตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้เป็นต้นไป ดังนั้นการที่ราคาหุ้นปรับขึ้นน้อยกว่าในกลุ่มเดียวกัน ทำให้มองว่าจากนี้ไปควรจะได้เห็นการวิ่งขึ้นของราคาหุ้น

สำหรับหุ้น SPA การที่ราคาปรับขึ้นได้ไม่มาก เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีการปิดให้บริการถึง 6 เดือนครึ่ง เนื่องจากมาตรการรัฐเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด ทั้งที่ก่อนเกิดโควิดเป็นบริษัทที่สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ดีกว่าหุ้นโรงแรมหลักๆ ทั้งหมด ฉะนั้นในปีนี้เมื่อทุกอย่างสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ โควิดเริ่มกลายเป็นโรคประจำถิ่น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาใช้บริการได้ตามปกติ ดังนั้นมีโอกาสได้เห็นการฟื้นตัวของราคาหุ้นสปาที่ดี

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในวันที่ 28 มิ.ย. ประเมินว่ามีโอกาสฟื้นตัวต่อหลังจากผลของวินโดว์เดรสซิ่ง แต่ทั้งนี้ ด้วยระดับดัชนีที่ใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 1,590 จุด แต่ถ้าผ่านขึ้นไปได้ ก็จะขึ้นไปสู่แนวต้านใหม่ที่บริเวณ 1,630-1,650 จุด


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน