บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (6-10 ก.พ.) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ สวนทางเงินดอลลาร์ ที่พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและข้อมูลตลาดแรงงานอื่นๆ เดือนม.ค. ของสหรัฐ ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งหนุนแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินต่อเนื่องของเฟด
อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงอ่อนค่า และฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดในระหว่างสัปดาห์ มีท่าทีที่แข็งกร้าวน้อยกว่าที่ตลาดกังวล โดยเฉพาะมุมมองที่สะท้อนว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐกำลังชะลอลง
อย่างไรก็ดี สัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยและยืนดอกเบี้ยที่ระดับสูงต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากเจ้าหน้าที่เฟดท่านอื่น ช่วยชะลอแรงขายเงินดอลลาร์ ไว้บางส่วน ขณะที่ตลาดรอติดตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ ในวันที่ 14 ก.พ. นี้ อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยลบจากแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ที่ 10 ก.พ. 2566 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์ (หลังแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือนที่ 33.81 บาทต่อดอลลาร์ ในระหว่างสัปดาห์) เทียบกับ 32.96 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (3 ก.พ.)
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 6-10 ก.พ. นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 14,755 ล้านบาท และมีสถานะเป็น Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 10,318 ล้านบาท (ขายสุทธิ 443.15 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 9,875 ล้านบาท)
สัปดาห์ถัดไป (13-17 ก.พ.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.20-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/65 ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนม.ค. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.พ. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามการเสนอรายชื่อผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ BOJ คนถัดไป ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/65 ของญี่ปุ่น และยูโรโซน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจเดือนม.ค.ของจีนด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงตลอดสัปดาห์ แต่ยังไม่หลุดแนว 1,600 จุด ท่ามกลางแรงขายต่อเนื่องของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดยปัจจัยลบหลักๆ มาจากความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. ของสหรัฐ ออกมาแข็งแกร่งกว่าตลาดคาด ประกอบกับเจ้าหน้าที่เฟดยังคงสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งที่ออกมาน่าผิดหวัง อาทิ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโรงกลั่นน้ำมัน มีส่วนกดดันบรรยากาศการลงทุนในภาพรวมเช่นเดียวกัน
ในวันศุกร์ (10 ก.พ.) ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,664.57 จุด ลดลง 1.41% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 58,467.07 ล้านบาท ลดลง 9.21% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.09% มาปิดที่ระดับ 606.55 จุด
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (13-17 ก.พ.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,650 และ 1,635 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,680 และ 1,700 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/65 ของไทย ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ผลประกอบการงวดไตรมาส 4/65 ของบจ.ไทย รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนม.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/65 ของยูโรโซนและญี่ปุ่น รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. ของญี่ปุ่นและยูโรโซน