ศิลปินหนุ่ม ‘D Gerrard’ หรือ ‘บิ๊ก’ ไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบียล ลูกเสี้ยวไทย-โปรตุเกส-ศรีลังกา ย้อนเล่าชีวิตก่อนมาเป็นศิลปินนักแสดง เคยหาเช้ากินค่ำ ผ่านงานด้านต่างๆ มาเยอะมาก จนกระทั่งมีความรักในเสียงเพลงเพราะอยากมีเพื่อน จึงเริ่มไขว่คว้า จนกระทั่งได้เป็นศิลปิน และแคสต์งานแสดงก้าวสู่การเป็นนักแสดงจนประสบความสำเร็จ

◊ก่อนเป็น บิ๊ก D Gerrard?
บิ๊ก – “D Gerrard เป็นบทบาทหนึ่งที่มาทำหน้าที่สร้างงานศิลปะ เป็นประโยชน์ให้ผู้คน ก่อนจะเป็น D Gerrard ผมทำงานมาเยอะมากตั้งแต่เด็ก ทำความสะอาดตามบ้าน เคยขายพลอย เป็นรีเซฟชั่น ทำงานหาเช้ากินค่ำ แต่รักในเสียงดนตรีเลยไปเปิดหมวก เล่นร้านเหล้า 4 ชั่วโมงได้เงิน 300 บาท ฝ่าฟันด่านการทำงานมาเยอะมาก กว่าจะได้ทำตามฝัน
ย้อนไปตอนเด็ก ผมเกิดมาที่บ้านตั้งชื่อให้ว่า ‘บิ๊ก’ ชื่อจริง ‘ไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบียล’ โตขึ้นมาเป็นเด็กร่าเริง แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งความร่าเริงหายไปเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก รู้สึกแย่มากๆ ที่เกิดมา เพราะเจอแต่ความเศร้าความทุกข์ในชีวิต แต่ก็กลับมาได้ด้วยดนตรี

ตอนนั้นผมเกิดความสูญเสีย ถูกบูลลี่ ถูกสังคมกลั่นแกล้ง ครอบครัวไม่อบอุ่น มีหลายเรื่องเกิดขึ้นในครอบครัวผมตอนเด็ก กว่าจะรู้สึกดีขึ้นทำสิ่งต่างๆ ได้ก็อายุ 20 ต้นๆ ผมทำงานหาค่าเทอมเอง เพราะพ่อบอกว่าเงินเขาไม่ใช่เงินผม ถ้าอยากมีเงินต้องสร้างเอง ถ้าต้องการจะใช้อะไรแต่ละครั้งต้องยืมเงินพ่อ นั่นคือเทคนิคการสอนของพ่อผม”
◊อะไรที่ทำให้รักเสียงเพลง?
บิ๊ก – “เพราะผมอยากมีเพื่อน เวลาผมพูดหรือสื่อสารอะไรกับคน คนจะมองข้าม แต่มีช่วงเวลาหนึ่งที่คนฟังผมคือตอนผมร้องเพลง รู้สึกกลายเป็นที่สนใจ เลยเริ่มฝึกฝนอยากใช้มันเพื่อสร้างเพื่อน
และที่ตัดสินใจประกวดร้องเพลง เพราะอยากมีเพลงของตัวเอง แต่เขียนเพลงไม่เป็น เลยเริ่มหัดเขียนเพลง แล้วไปเจอครูคนหนึ่งบอกว่าการเขียนเพลงง่าย เหมือนเขียนเรียงความ โชคดีมากผมเป็นคนชอบเขียนเรียงความ เขียนบันทึกประจำวันตั้งแต่เด็ก เอาสิ่งที่เขียนมาใส่ดนตรีเข้าไปก็กลายเป็นเนื้อร้องทำนองขึ้นมา ทำให้เริ่มเขียนเป็น ไต่เต้ามาเรื่อยๆ จน 8-9 ปีที่แล้วประกวดรายการ The X Factor Thailand ร้องเพลงที่ผมเขียนเอง ความเป็นศิลปินก็เริ่มฉายออกมา”

◊หลังจากเป็นที่รู้จักในนาม D Gerrard?
บิ๊ก – “มันคือจุดเริ่มต้นครับ พอมาเป็นศิลปิน เราไม่รู้ว่ามาเป็นศิลปินเพื่ออะไร เบื้องต้นอยากเป็นศิลปินเพราะอยากมีเพื่อน พอได้เป็นศิลปินก็มาถึงจุดที่ต้องเดินต่อ เป็นมันให้ดีที่สุด ให้สมกับคำว่าศิลปิน การเป็นศิลปินคือการทำเพื่อคนอื่นเพราะเราเป็นบุคคลสาธารณะ การมีอิทธิพลต่อคนอื่นสำคัญมาก เพราะฉะนั้นมันควรเป็นอิทธิพลในทางที่ดีเพื่อให้สังคมดีขึ้น
ตอนแรกก็ใช้ชีวิตตามภาพในหนัง สนุก ปาร์ตี้ สุดท้ายไม่ตอบโจทย์ ผมเลยกลับมาย้อนคิดว่าถ้าเราทำผิดอยู่จะทำยังไง เลยวนกลับไปทางเดิม แล้วไปทางใหม่คือไปทางที่ดีขึ้น ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองเป็นเหมือนกระจกส่องกัน ถ้าเราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี มันจะทำให้สังคมดีขึ้น ดังนั้นหน้าที่ของศิลปินคือเป็นกระจกบานใหญ่ที่ช่วยทำให้คนเห็นว่าการเป็นแบบอย่างที่ดีจะทำให้ชีวิตเราเจริญขึ้น
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของการเป็นศิลปิน คือต้องยืนระยะเหมือนนักมวย ต้องปล่อยหมัดตลอด ถ้าล้มต้องลุกขึ้นใหม่สู้ต่อ จนช่วงหลังโควิด ผมมีโอกาสแสดงหนัง ตอนโควิดไถโทรศัพท์ไปเจอโพสต์รับสมัครนักแสดง รู้สึกน่าสนใจ เลยส่งรูปไปแคสต์ และได้แสดงหนัง 4 Kings”
◊ได้ชิมลางงานแสดงรู้สึกยังไงบ้าง?
บิ๊ก – “สนุกมาก เติมเต็มชีวิตผมมาก 4 Kings เป็นการเปิดประตูสู่การแสดง จบ 4 Kings ต่อด้วย 4 Kings 2 และ Red Life ตอนนี้มี 4 เรื่องที่ผมรับงานไปช่วงแรก หลังจากนี้ก็มีหนังเพิ่มอีก ซึ่งผมเพิ่งไปถ่ายหนังต่างประเทศมา เริ่มก้าวสู่เวทีสากล เป็นหนังของประเทศเยอรมัน น่าจะได้ดูทาง Netflix แล้วก็มีหนังไทยที่ถ่ายอยู่ และผมยังเป็นผู้จัดหนัง 1 เรื่อง และอีก 2 เรื่องทำหน้าที่กำกับฯ”
◊ตอนนี้มีบทบาทที่หลากหลาย?
บิ๊ก – “จากคนที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีเพื่อน เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น ถึงจะมีงานแสดงเยอะแต่เรื่องงานเพลงไม่ทิ้ง เพราะผมมาจากเพลง ต้องตายกับมัน งานเพลงเป็นศิลปะ บอกตัวตนของศิลปิน ผมเตรียมออกอัลบั้มใหม่ปีหน้า เป็นการสร้างปรากฏการณ์กับอวกาศ อัลบั้มชื่อว่า ดาราจักรอโตมี่
ผมเป็นศิลปินมาได้ระดับหนึ่ง มันถึงเวลาที่ต้องมีของสะสมให้แฟนๆ ได้เก็บไว้บ้าง ผมทำแผ่นรวมเพลงฮิตของผมชื่อ D Gerrard Master Peace อยากให้รอดูครับ”
อนงค์ จันทร