ลีโอ พุฒ อัพเดตลูกชายผ่าตัดตา หลังเพื่อนยิงปืนอัดลมใส่-โกรธจัด สุดท้ายให้อภัยเพราะ…?!
วันที่ 14 ก.พ. ที่สถานีโทรทัศน์ พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 นักแสดงหนุ่ม ลีโอ พุฒ หรือ พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ มาร่วมบวงสรวงละคร “กั๊กนัก…รักซะเลย” หลังจบงานให้สัมภาษณ์ถึงการผ่าตัดอาการเลือดคั่งในตาของ น้องคีตะ ลูกชายวัย 9 ขวบ หลังเกิดอุบัติเหตุเล่นปืนอัดลมกับเพื่อน แล้วลูกปืนเข้าตาจนหวิดตาบอด
ตอนนี้ลูกชายอาการเป็นยังไงบ้าง?
“กลับมาบ้านพักฟื้นแล้วครับ เหตุการณ์วันนั้นก็คือเป็นอุบัติเหตุที่เขาเล่นกับเพื่อน ปืนอัดลมเข้าตาครับ คือเพื่อนยิงมาโดน บังเอิญแม่นเหลือเกิน แต่ตอนนี้คุณหมอช่วยแล้ว และกลับมาบ้านพักฟื้น ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ถามว่าความรุนแรงขนาดไหน ก็ซีเรียสนะครับ ต้องกลับมาผ่าตัด และเอาเลือดที่คั่งในตาออก ตอนนี้ก็คือให้ประสาทตาได้พักฟื้นเพราะผ่าเรียบร้อยแล้ว”
หมอบอกว่าจะกลับมาปกติไหม?
“ใช่ครับ แต่ก็ต้องคอยดูอาการ เพราะว่าคนที่มีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุที่ตาก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อหินมากกว่าคนปกติ ต้องไปเช็กสุขภาพทุกๆ ปีครับ”
ตอนแรกที่ได้ข่าวน้องเกิดอุบัติเหตุตกใจขนาดไหน?
“มากครับ หมดแรงเลยล่ะ แต่สุดท้ายพอมันผ่านไปได้ก็ทำให้เข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น มันก็ไม่ได้มีอะไรแน่นอน นี่ก็เป็นอีกครั้งนึงที่ลูกได้สอนและให้บทเรียนเราอีกแล้ว ว่าควรจะมีสติและระมัดระวังอะไรให้มากกว่านี้”
ห้ามน้องไม่ให้เล่นเลยไหม?
“มันคงจะเป็นไปได้ยากนะครับ เด็กพอเขาไม่เจ็บแล้วเขาก็ซนเหมือนเดิม คงจะต้องอบรมและสอนให้เขารักตัวเองมากยิ่งขึ้น และระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ถามว่าตัวเขารู้สึกเข็ดขยาดมั้ย ไม่นะ นี่เขาก็เริ่มกลับมาซนแล้ว”
ไม่พลาดข่าวฮอตแวดวงมายา
แค่กดเป็นเพื่อนไลน์ ข่าวสด@บันเทิง ที่นี่
![]()
ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานหรือเปล่า?
“เป็นเดือนอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ต้องขอความเข้าใจจากทางโรงเรียนด้วยครับ ว่าเรายังไม่กล้าปล่อยให้ไปเรียนหนังสือจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าคุณหมอจะผ่าตัดแล้วก็ยังห้ามไม่ให้มีการกระทบกระเทือน เลยต้องอยู่บ้าน”
การมองเห็นตอนนี้ปกติหรือยัง?
“ยังเห็นไม่ชัดหรอก เพราะว่ามันบวมอยู่”
ตอนผ่าตัดหมอบอกมั้ยว่ามีความเสี่ยงยังไงบ้าง?
“ไม่ครับ”
ได้คุยกับทางผู้ปกครองเด็กอีกคนไหม?
“คุยครับ ตอนแรกโดยธรรมชาติของคนเป็นพ่อก็โกรธนะ โกรธมากด้วย คิดอะไรฟุ้งไปหมด แต่ลูกไม่โกรธ ก็เป็นอีกอันนึงที่เขาสอนเราว่ามันก็ต้องรู้จักให้อภัย คือเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากจะให้มันเกิดขึ้นมาหรอกครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกของตัวเอง คือถ้าเลือกได้ให้มันเกิดกับตัวผมเองยังดีซะกว่า แต่ในเมื่อมันเกิดแล้วก็ต้องรับมือกับสถานการณ์ให้มีสติและเรียบร้อยที่สุด และสิ่งที่มันจะประเสริฐที่สุดที่คนจะสามารถทำได้ก็คือการไม่ผูกใจเจ็บและการให้อภัย ผมยอมรับนะว่ามันเป็นทางแยกที่ยากมากๆ สำหรับผมที่ผมต้องเห็นลูกของผมเจ็บ แต่ถ้าลูกทำได้ ผมก็ต้องทำได้”
ถ้าตอนนั้นยั้งอารมณ์ไม่อยู่จะเกิดอะไรขึ้น?
“คงไม่มีไปทำร้ายร่างกายอะไรหรอกครับ แต่ถามว่าเคยคิดจะเอาเรื่องเอาราวทางกฎหมายมั้ย มันก็มีครับ แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ครับ สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น จริงๆ แล้วผมก็ควรจะใช้เหตุการณ์นี้ในการที่จะอบรมเขามากกว่า แสดงให้เขาเห็นถึงความเข้มแข็ง และแสดงให้เขาเห็นถึงประโยชน์ของการให้อภัย น่าจะใช้โอกาสนี้ในการที่จะสอนให้ลูกมีระดับจิตใจที่สูงขึ้น แทนที่จะไปอาฆาตเขา ไปโกรธไปเกลียดเขา มันไม่มีประโยชน์ครับ”
คู่กรณีเขาได้มาขอโทษไหม?
“เขาก็มาขอโทษครับ แต่ก็ผ่านไปหลายวัน จนเขารู้ว่าเรื่องมันซีเรียสก็มาขอโทษ ผมก็ให้อภัย”
เขาแสดงความรับผิดชอบยังไงบ้าง?
“เขาก็ทำตามกำลังครับ คือคู่กรณีเขาก็ไม่ได้มีสตางค์อะไรมากมาย ผมก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรครับ ก็แล้วแต่เขา”
เด็กคนที่ทำเป็นเพื่อนของน้องเลยใช่ไหม?
“ใช่ และพ่อก็เป็นเพื่อนกันด้วย ถามว่าเลยคุยกันง่ายหน่อยมั้ย ไม่ง่ายครับเรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่อย่างที่บอก ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ มันง่ายนะ แต่เรื่องนี้ผมยอมรับเลยว่ามันยากมาก”
ต่อไปจะต้องเข้มงวดกับการเล่นอะไรอย่างนี้ขนาดไหน?
“ก็มากๆ เลย เพราะว่าถ้าเล่นแบบนี้มันมีโอกาสไปทำให้ลูกคนอื่นเขาเจ็บเหมือนกัน มันไม่ใช่แต่ตัวเขา และก็อยากจะฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองด้วย เลือกของเล่นให้ลูก ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับวัย และก็ความยั้งคิดของเขา แล้วก็สติในการที่จะเล่น เพราะเด็กไม่คิดหรอกครับ มันซนจริงๆ”