บิณฑ์ ทำตามสัญญา พี่ชาย “พล พลาพร” สั่งเสียก่อนสิ้นใจ ฝากดูแลน้องชายป่วยติดเตียง
กรณี บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ไลฟ์สด ขณะเดินทางไปช่วยอดีตพระเอกดาวพระศุกร์ พล พลาพร อยู่ที่ อ. แหลมสิงห์ จ. จันทบุรี เนื่องจากเมื่อ 5 เดือนที่แล้วอดีตพระเอกดัง ตึ๋ง-อัศวิน รัตนประชา ซึ่งเป็นพี่ชายของ พล พลาพร ได้โทรมาหาพูดคุยถึงน้องชาย ว่าป่วยหนักไม่มีคนดูแล ให้เข้าช่วยเหลือหน่อย ก่อนจะสิ้นชีวิตหลังจากวางสายไปเพียง ไม่ถึง40 นาที

ล่าสุด บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดใจถึงเหตุการณ์ทั้งหมดกับ ข่าวสดออนไลน์ เผยว่า “ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ก็มีคนส่งเรื่องของพี่พลเข้ามา ส่งมาว่าพี่พลลำบากนะ รู้สึกว่าจะไม่มีใครดูแล เมื่อเราเห็นเราก็รู้สึกว่า เมื่อก่อนแกรุ่งเรืองมากเป็นพระเอกช่อง7เบอร์หนึ่งเลย ตอนนั้นดาวพระศุกร์ เล่นกับ มนฤดี แล้วก็คิดว่าถ้าเกิดลำบากจริงๆก็น่าจะมีคนไปดูแล ผมก็พยายามติดตามขอเบอร์ เขาก็บอกว่าเขาไม่ให้ใครเข้าไป เหมือนกับว่าคำว่าดาราทำไมถึงลำบากขนาดนี้ไม่อยากจะให้คนรู้ เราก็บอกว่าไม่เป็นไรไม่ต้องออกสื่อก็ได้ แต่ก็ติดต่อกันไม่ได้
กระทั่งพี่นาท ภูวนัย ก็โทรคุยกันบอกว่าน้องบิณฑ์ พี่ได้ข่าวว่าตอนนี้พี่พลแย่มาก เดี๋ยวน้องบิณฑ์คุยกับพี่ตึ๋ง( อัศวิน รัตนประชา) คือเป็นพี่ชายของพี่พล พลาพร เพราะตอนนั้นคุยกับพี่ตึ๋ง อัศวิน เขาก็บอกว่าตอนนี้มีน้องสาวดูแลอยู่แล้วก็จ้างคนมาดูแลบ้างก็ยังไม่ถึงกับขั้นวิกฤตอะไรมากมาย เลยบอกว่าเห็นข่าว เขาก็บอกว่ามันเป็นข่าวนานแล้วข่าวเก่า
พอเวลาผ่านไปน่าจะประมาณซักต้นเดือนตุลาคม ปี64 พี่ตึ๋งก็ไลน์มาหาว่า น้องบิณฑ์พี่ได้เบอร์พี่พลมาแล้วนะ เบอร์นี้นะเดี๋ยวคุยกับคนนี้เขาเลย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้โทรไปเพราะคิดว่ายังไม่อะไรเท่าไหร่เราก็ยังไม่ได้โทรไป พอสองสามวันพี่ตึ๋งก็โทรมาถามอีกว่าน้องบิณฑ์ได้โทรหาพี่พลเขาหรือยัง ผมก็บอกว่ายังไม่ได้โทร เดี๋ยวผมจะโทรไป แล้วพี่ตึ๋งโทรมาหาผมอีกวันที่ 12 ตุลาคม ตอนประมาณ 10 โมง ก็บอกว่าขอโทษยังไม่ได้โทรเลยครับ แกก็บอกพี่ฝากด้วยนะไปดูหน่อยเพราะพี่ได้ข่าวว่าแย่ไม่มีใครดูแล ตอนนั้นที่คิดว่าโอเคยังมีคนดูแลแต่ตอนนี้ไม่มี
คือตอนนั้น 10 โมงเช้ารับปากเลยว่าจะโทรไปคุย สักพักภรรยาพี่ตึ๋งโทรมา 10. 45 น. บอกว่าน้องเป็นภรรยาของพี่ตึ๋ง อัศวินนะ พี่ตึ๋งหายใจไม่ออกล้มไปตรงนี้แย่มากเลยหายใจไม่ออก ผมก็บอกว่าเมื่อกี้ยังคุยกับผมอยู่เลย ภรรยาก็บอกว่าเห็นเขาบอกว่าเขาสบายใจแล้วได้คุยกับบิณฑ์ แล้ว แป๊บนึงแกก็หายใจไม่ออก แล้วก็ล้มไป ก็เลยบอกให้เรียก 1669 เป็นเวรของป่อเต็กตึ๊งเข้ามารับไป ผมก็ขอเบอร์ป่อเต็กตึ๊งที่มารับพี่ตึ๋งไป ก็ไปส่งรักษาที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพราะว่าพี่เขาก็มีสิทธิ์รักษาอยู่ที่นั่น หลังจากนั้น 20 นาทีพี่ก็ตามไปพระนั่งเกล้า ก็ไปเห็นพี่ตึ๋ง อัศวิน กำลังถูกปั๊มหัวใจ พี่รออยู่ที่นั่น 2 ชั่วโมง พี่ตึ๋งก็เสียชีวิต
ผมก็พูดต่อหน้าศพนะ พี่ที่ผมคุยกับพี่ผมก็จัดการ ไม่ต้องห่วงนะ คือโทรมาคุยกันประมาณไม่ถึง 40 นาที เขาก็ยังบอกกับภรรยาว่าที่สบายใจเลยคุยกับบิณฑ์แล้ว แล้วแกก็มาเสียช่วงบ่าย จากนั้นก็คิดว่าเออจะไปรับพี่พล แต่แม่พี่ก็มาเสียวันที่ 22 ตุลาคม ก็เลยคาบเกี่ยวมาพี่ติดเรื่องงานบุญ 100 วันคุณแม่อีก
แล้วคือนอนแล้วมันรู้สึกไม่สบายใจอะไรซักอย่างนั่นแหละ เราก็เลยนึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่ได้รับพี่พลมาเลย ก็เลยโทรหาลูกชายของพี่ตึ๋ง อัศวิน ก็ตอนล่าสุดส่งมาให้พี่แผลเต็มตัว เฮ้ยเขาเป็นไรอ่ะ ถามคนที่ดูแลเขาบอกว่า อ๋อ ไม่มีอะไรไม่รู้เป็นอะไร แต่ดูแล้วมันเหมือนคนทำร้ายอ่ะ แล้วดูรูปภาพ เรายิ่งไม่สบายใจ
เมื่อวานก่อนก็ไป ส่วนรูปที่เคยส่งมาให้ดูแล้วมีรูปแผล มันก็น่าจะเป็นสองสามเดือนที่แล้ว แต่ตอนนี้มันก็ยังเป็นรอยแผลเป็นอยู่ แต่แผลตรงข้อศอกแบบสดๆ ผมก็ถามว่าเป็นอะไรคนที่ดูแลคนนึงบอกว่าตกมาจากเตียง ถ้าตกมาจากเตียงมันจะเป็นเหมือนแผลวงกลมถลอกเหรอ ถามพี่พล พี่พลพอพูดได้บอกว่า พื้นปู เหมือนไปสีกับพื้นปูน เหมือนนอนอยู่คนเดียวแล้วมันไถล เราก็เอามาเลย โอเคสบายใจ ก็มาอยู่บ้านสุขสุดท้าย แกดีใจนะ พี่พลจับแขนเราแน่นเลย เหมือนร้องไห้น้ำตาจะไหล สุขสุดท้าย คือที่นั่นพี่ไปมีความสุขที่สุด
3-4ชั่วโมงนอนบนรถพยาบาลมา เอารถพยาบาลไปรับ พอมาบ้านสุขสุดท้ายก็มาเจอพี่ต้อ คือเป็นอดีตเล่นหนังมาด้วยกัน แล้วก็เล่นละครช่อง7มาด้วย ก็ดีใจที่มาเจอเพื่อนด้วยเพราะว่าพี่ต้อก็มาอยู่บ้านสุขสุดท้าย เพราะว่าไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน”

เห็นว่าล่าสุดมีเคสดาราเข้ามาอีกแล้ว?
“ใช่เมื่อเช้านี้มีเคสส่งมาให้ผม ชื่อป้ารตี ผมก็นึกได้ป้าเคยเล่นละครกับผมบ่อย ก็คือเป็นคนที่เล่นละครดี มีลูกมีสามีแต่ก็แยกย้ายกันไปหมด ก็คือมีลูกแต่ก็ไม่ได้มาดูแล แกก็คืออยู่คนเดียวและชีวิตลำบากเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา2-3วันนี่เอง คิดว่าหลังวาเลนไทน์ไปแล้วน่าจะได้เข้าไปดูว่าเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ไหม แล้วเขาพร้อมที่จะมาอยู่บ้านสุขสุดท้ายไหม แล้วมีใครติดต่อญาติพี่น้องเขาได้ไหม
ถ้าไม่มี จริงๆแล้วเขาสามารถอยู่ได้ หรือถ้าเขายังมีคนโน้นคนนี้ดูแลอยู่เราก็จะให้ญาติพี่น้องเขารับรู้รับรองจะได้ไม่สามารถมาเอาผิดกับเราได้ เพราะนั่นคือความเต็มใจที่เขาจะอยากมาอยู่ เพราะว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านสุขสุดท้าย ก็จะได้ไม่สามารถจะมาเอาผิดกับเราได้ โดยกฎของบ้านสุขสุดท้าย คือ รับเฉพาะคนที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีญาติพี่น้องดูแลเท่านั้น”

