3ประสานรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ประเมินผลงานพัฒนาคุณภาพชีวิต

โดย นิชานันท์ นิวาศะบุตร

3ประสานรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ประเมินผลงานพัฒนาคุณภาพชีวิต : หลากหลาย – สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับพลังประชารัฐ จัดประชุมสรุปผลงานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อการพัฒนาสังคมไทย ตลอดระยะเวลา 2 ปี (ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค.2559 ถึงวันที่ 30 พ.ย.2561) ใน 5 ด้าน

3ประสานรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ประเมินผลงานพัฒนาคุณภาพชีวิต

ได้แก่ 1.การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ 2.การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้สูงอายุ 3.ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย 4.การออมเพื่อการเกษียณอายุ และ 5.ความปลอดภัยทางถนน พร้อมมอบโล่รางวัลสร้างสรรค์สังคมไทย (Building a Good Society Award) 20 รางวัล และเกียรติบัตรรางวัลสร้างสรรค์สังคมไทย 18 รางวัล

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่มีจุดอ่อนและจุดแข็งต่างกัน แต่เติมเต็มการทำงานร่วมกันได้ อาทิ การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ ที่มีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พม. เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

3ประสานรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ประเมินผลงานพัฒนาคุณภาพชีวิต

รัฐมีจุดแข็งคือการใช้กฎหมายเป็นตัวนำ เป็นข้อบังคับ และมีฐานข้อมูลคนพิการ แต่มีบุคลากรน้อยและไม่เชี่ยวชาญเรื่องการฝึกอาชีพให้ตรงความต้องการตลาดแรงงาน

ขณะที่ภาคเอกชนมีประสบการณ์ในการช่วยฝึกอาชีพ พัฒนาศักยภาพ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคนพิการได้ ส่วนภาคประชาสังคมก็ทำหน้าที่เป็นข้อต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะกับคนพิการที่อยู่ในพื้นที่ และเข้าใจความต้องการของคนพิการ รวมถึงภาคการศึกษาวิชาการ ช่วยพัฒนานวัตกรรมทางสังคมต่างๆ ซึ่งแต่ละประเด็นถือว่าเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่คณะทำงานจะเน้นและให้ความสำคัญในการสร้าง 3 เรื่อง คือ

1.การสร้างสังคมไทยไร้ความรุนแรง ไม่ให้มองความรุนแรงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรยุ่งเกี่ยว ผู้ถูกกระทำไม่กล้าร้องทุกข์ ทั้งที่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 2550 และมีกระบวนการช่วยเหลือพร้อมอยู่แล้ว

2.การสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ซึ่งเป็น การนำ “ผลกำไร” มาบวกกับ “การสร้างประโยชน์แก่สังคม” และให้เกิดความยั่งยืนในตัวเอง โดยเฉพาะกับคนพิการและผู้สูงอายุ

3.การสร้างสังคมสูงอายุ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ แต่ไม่อยากให้มองเรื่องเหล่านี้เป็นวาระทางการเมือง หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เพียงแต่รัฐบาลนี้ได้ยกระดับ และสร้างกลไกคณะทำงานขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่หากเครือข่ายยังร่วมกันเดินหน้าต่อไป ก็จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. ระบุว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาช่วยให้เกิดการแก้ไข ทำความเข้าใจต่อประเด็นข้อจำกัด หรือการหนุนเสริมรายละเอียดต่างๆ ที่เอื้อต่อการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ในส่วนของภาคประชาสังคม จะยังคงหนุนเสริมและร่วมขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับภาครัฐ และภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาสังคมให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป สสส. และภาคีเครือข่าย มีการทำงานที่หนุนเสริมและขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ พม. อยู่แล้ว ทั้งการขับเคลื่อนประเด็นความรุนแรงในครอบครัว สตรี และผู้สูงอายุ และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พัฒนาระบบและความพร้อมประชาชนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งภาคประชาสังคมพร้อมสนับสนุน

“สำหรับการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนากลไกระบบการคลังเพื่อสังคม (Social Impact Finance) ขณะนี้ศึกษาในระยะที่หนึ่งเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการออกแบบ ดำเนินการ ให้ทุนสนับสนุนโครงการที่เน้นเชิงป้องกัน เพื่อให้เกิดผล กระทบทางสังคมทางบวกที่เป็นรูปธรรม ลดค่าใช้จ่ายงบประมาณรัฐ โดยศึกษาใน 3 ประเด็น ได้แก่ คนพิการ เด็กด้อยโอกาส และผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การดำเนินการในช่วงต่อไปจะทดลองภายใต้โครงการนำร่องและติดตามประเมินผล เพื่อนำมาสู่การพัฒนารูปแบบและขยายผลในระยะต่อไป” ดร.สุปรีดากล่าว

ด้าน นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เสริมว่า ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบางในสังคม ถือเป็นพันธกิจที่ภาคธุรกิจดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ภายหลังมีกลไกสานพลังประชารัฐ ช่วยให้การทำงานมีความเข้มแข็งและใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ทำงานครอบคลุมในหลายมิติ

เป้าหมายสำคัญคือสร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่มต่างๆ และที่ผ่านมาการดำเนินงานคืบหน้าไปมาก ในส่วนหอการค้าไทยและบริษัทเอกชนในเครือข่ายประชารัฐจ้างงานคนพิการจนปัจจุบันภาคธุรกิจจ้างงานคนพิการ (ม.33, ม.35) ถึง 50,182 อัตรา เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึง 13,163 อัตรา

นับเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ไม่เพียงช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ สร้างความสุขให้กับผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อีกด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน