6 ปี บิลลี่หาย
ความจริงยังมืดดำ
โดย…นพพล สันติฤดี
6 ปี บิลลี่ – วาระครบ 6 ปี การหายตัวไปของ บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ในปีนี้ ไม่มีการจัดกิจกรรมรำลึกเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ


ทำบุญให้บิลลี่
ทำให้พี่น้องชาวกะเหรี่ยง ไม่สามารถร่วมจัดงานบุญเพื่อระลึกถึง นักต่อสู้ที่เรียกร้องสิทธิที่ดินทำกิน และสิทธิที่อยู่อาศัย เพื่อชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย
อย่างไรก็ดีในรอบปีที่ผ่านมา คดีบิลลี่ ดูมีความชัดแจ้งมากที่สุด นับตั้งแต่เขาหายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557
เมื่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันว่าพบชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะของมนุษย์ อยู่ในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน เมื่อนำไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่าสารพันธุกรรมตรงกับ นางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของนายพอละจี


ดีเอสไอให้กำลังใจเมียบิลลี่
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงเชื่อว่าวัตถุดังกล่าวเป็นกระดูกของ “นายพอละจี รักจงเจริญ ที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย แต่นำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี”
ข้อเท็จจริงดังกล่าวนำไปสู่การขอหมายจับ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นายบุญแทน บุษราคัม, นายธนเสฎฐ์ หรือ ไพฑูรย์ แช่มเทศ และ นายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ในคดีฆาตกรรมและซ่อนเร้นอำพรางศพ นายพอละจี รวมกัน 8 ข้อหา
ต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อนุมัติหมายจับ นายชัยวัฒน์ พร้อมพวกรวม 4 คน ก่อนทั้งหมดจะใช้เงิน 800,000 บาท ประกันตัวออกไป

ยื่นอัยการ

ประยุทธ เพชรคุณ อัยการแถลงสั่งไม่ฟ้อง
กระทั่งอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 มีความเห็นไม่ฟ้องคดีใน 7 ข้อหาสำคัญ และมีความเห็นสั่งฟ้องเพียงข้อหาความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ทำให้การไขปริศนาที่จะทำให้ทุกคนรู้ว่า ใครทำบิลลี่หายไป ยังคงมืดดำ
วาระ 6 ปีบิลลี่หาย แม้อยู่ในภาวะที่บ้านเมืองตกอยู่ในความยากลำบาก แต่เสียงของผู้สูญเสีย ยังต้องมีพื้นที่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมต่อไป

ภาพสุดท้ายก่อนบิลลี่หาย
พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาบิลลี่ ที่ตอนนี้กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูก 5 คน พูดรำลึกถึงสามีว่า ความรู้สึกตอนนี้ หลังผ่านไป 6 ปี ที่ออกมาเรียกร้อง และทวงความยุติธรรมให้กับพี่บิลลี่คือ เรารู้สึกได้ว่าความยุติธรรมมันไม่มีอยู่จริง เพราะทั้งๆ ที่เจอชิ้นส่วน ซึ่งผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ยืนยันแล้วว่าเป็นกระดูกของพี่บิลลี่ แต่กลับกลายเป็นว่า อัยการไม่เชื่อ ข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งที่ถ้ามาถามเรา มาถามชาวบ้านจะรู้ได้เลย ไม่มีใครที่เกี่ยวข้องกับพี่บิลลี่จะเอากระดูกไปทิ้งไว้ตรงนั้น ทั้งบรรพบุรุษ หรือญาติพี่น้องที่เสียชีวิต เพราะตามประเพณีของคนกะเหรี่ยง ไม่มีพิธีลอยอังคารกระดูกคนตาย เมื่อตายแล้วจะนำไปฝัง หรือเผาเท่านั้น

มีนอ
“มีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจของเรา เราอยากรู้ว่าในเมื่อผลตรวจดีเอ็นเอจากกระดูกที่พบตรงกับของแม่พี่บิลลี่แต่อัยการกลับไม่เชื่อตรงจุดนี้ เลยอยากถามว่าถ้าไม่ใช่ของพี่บิลลี่ แล้วเป็นของใคร ทำไมถึงมาตรงกับของแม่พี่บิลลี่ได้ นอกจากนี้อัยการยังเชื่อว่าพี่บิลลี่ ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วตั้งแต่วันที่ถูกจับ และเชื่อว่าการหายตัวไปของพี่บิลลี่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่อุทยาน แล้วอย่างนี้ใครกันที่เป็นคนทำให้พี่บิลลี่หายไป จนถึงตอนนี้ผ่านมา 6 ปีเขาก็ยังไม่กลับมา”
“ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความหวังที่เคยมีก็ยิ่งหมดไปเรื่อยๆ แต่ลึกๆ ก็ยังภาวนาให้ความจริงกระจ่างขึ้นมา แม้จะเหลือความหวังไม่มากแล้วก็ตาม” มึนอระบายอัดอั้น


ครอบครัวบิลลี่
แม่เลี้ยงเดี่ยวของลูก 5 คน ยังพูดถึงชีวิตครอบครัวที่ต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพังว่า พอโควิดระบาดลูกทั้ง 5 คนก็กลับมาอยู่กับเราหมด ถามว่าลำบากไหม มันก็ลำบาก แต่ลำบากยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้ ทุกวันนี้มีรายได้จากเงินเดือน อสม. และรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการขายพริก ขายผักที่ปลูกเอง
“ลูกทั้ง 5 คนสบายดี ช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนก็พาไปช่วยกันทำสวน ปลูกพริกไว้ขาย แต่ไม่รู้ว่าจะขายได้ไหม เพราะโควิดยังระบาด แต่ปัญหาตอนนี้คือ ข้าวไม่พอกิน เพราะเราไม่ได้ทำไร่หมุนเวียนเหมือนเดิม ต้องปลูกข้าวในพื้นที่เดิม ซ้ำๆ ทำให้ข้าวไม่งาม ผลผลิตไม่ดี ข้าวก็เลยไม่พอกินตลอดทั้งปี”
ภรรยาบิลลี่ ยังพูดถึงกิจกรรมที่เคยทำทุกๆ ปีว่า ปีนี้ไม่มีการจัดกิจกรรมถึง พี่บิลลี่ เนื่องจากทุกคนกังวลเรื่องโควิด-19 และก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนมกราคม ครอบครัว และญาติๆ ได้ทำพิธีพาบิลลี่กลับบ้าน ซึ่งเป็นพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล ตามความเชื่อกะเหรี่ยงดั้งเดิม ให้กับ พี่บิลลี่แล้ว หลังดีเอสไอยืนยันว่าพี่บิลลี่ เสียชีวิตแล้ว ส่วนกิจกรรมหลังจากนี้ต้องรอให้โรคระบาดหายก่อนค่อยมาคิดกันใหม่ว่าจะทำอย่างไร แต่ตอนนี้กำลังรอ ดีเอสไอส่งความเห็นแย้งไปให้อัยการ ซึ่งโทร.ไปถามเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้คำตอบมาว่าจะยื่นในช่วงปลายเดือนนี้ ส่วนเรื่องคดีอาญาต้องรอปรึกษากับทนายว่าจะทำอย่างไรต่อได้บ้าง

บิลลี่
ขณะเดียวกันองค์กรระหว่างประเทศอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ออกมาเรียกร้องหาความยุติธรรมให้กับครอบครัวรักจงเจริญ โดยออกแถลงการณ์ใจความว่า ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา การสอบสวนของรัฐบาลไทยต่อการหายตัวไปของบิลลี่มีความคืบหน้าอย่างมาก แต่พนักงานอัยการกลับสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีร้ายแรง ในขณะที่ครอบครัวยังคงรอคอยความยุติธรรมอยู่
จึงขอเรียกร้องอีกครั้งให้ทางการรับประกันว่า ครอบครัวของบิลลี่จะสามารถเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา และควรมีผู้ถูกลงโทษจากการเสียชีวิตของเขา
การขาดความยุติธรรมเนื่องจากการหายตัวไปของบิลลี่ เน้นให้เห็นถึงการต่อสู้ของครอบครัวที่ต้องเผชิญกับวงจรการละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ถูกบังคับไล่รื้อและทำลายทรัพย์สินในปี 2553 และ 2554 การขู่ฆ่าเนื่องจากเรียกร้องการเยียวยาต่อความเสียหายเหล่านั้น
การหายตัวไปของบิลลี่ในปี 2557 และการที่ไม่สามารถเยียวยาช่วยเหลือครอบครัวของเขาได้ ทางการต้องดำเนินการมากขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคที่กั้นขวางการเข้าถึงความยุติธรรมของครอบครัวเขา รวมทั้งการเยียวยาต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นกับชุมชนของเขาหรือการหายตัวไปของเขา มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ทางการต้องกำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายระดับประเทศ
ด้าน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ 6 ปีของการหายไปของบิลลี่ นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและเร่งตรากฎหมายต่อต้านการทรมานและบังคับสูญหาย
พร้อมเสนอข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ดังนี้
1.ให้ดำเนินการสอบสวนต่อไปจนถึงที่สุด เพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดต่อนายพอละจีมาลงโทษโดยเร็ว
2.ให้หน่วยงานรัฐ ปกป้อง คุ้มครอง และให้ความช่วยเหลือ พยานโดยเฉพาะกับครอบครัวของนายพอละจี ให้พ้นจากการข่มขู่คุกคามจากอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น
3.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและดีเอสไอ เร่งทำความเห็นแย้งอัยการคดีพิเศษอย่างจริงจัง เพื่อฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในข้อหาความผิดร้ายแรง
4.ขอให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งรัดการตรา “พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการป้องกันบุคคลจากการ กระทำให้สูญหาย พ.ศ. …….”
5.หากพบว่าการกระทำอันใดที่ละเมิดต่อนายพอละจี เกิดจากการกระทำโดย เจ้าหน้าที่รัฐ ขอให้หน่วยงานต้นสังกัดพักราชการเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้อิทธิพลในการแทรกแซงคดี
และ 6.ขอให้รัฐบาลยอมรับ เคารพ และปฏิบัติการโดยทันทีและอย่างเป็นผล ในการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและสิทธิชุมชนของชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจาน และชนเผ่าพื้นเมืองอื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามปณิธานในการต่อสู้ของนายพอละจี รักจงเจริญ และปู่โคอี้ ผู้นำชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน
6 ปีที่บิลลี่หายไป จะมีความยุติธรรมเกิดขึ้นกับครอบครัว และคนข้างหลังของเขาหรือไม่ มีเพียงกระบวนการยุติธรรมของประเทศเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ให้คำตอบในเรื่องนี้ได้