บริษัท บัตรเครดิตกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้ธีม “Moving Forward together with KTC”
พร้อมพาคณะสื่อมวลชนออกเดินทางสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวครั้งพิเศษกับ South India Luxury Train-Golden Chariot รถไฟหรูที่เปรียบเสมือนราชรถแห่งกาลเวลา พาเราไปค้นพบเสน่ห์ของอินเดียใต้ ทั้งวัด พระราชวัง และเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และความเชื่อ
การเดินทางเริ่มต้นด้วยเที่ยวบินการบินไทยสู่เมืองบังกาลอร์ เมืองใหญ่ที่มีประชากรกว่า 15 ล้านคน ได้รับฉายา “Silicon Valley of India” เพราะเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและการศึกษา เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดยเก็มเปโกวด้า ผู้ซึ่งชื่อถูกนำไปตั้งเป็นสนามบินนานาชาติของเมือง

ย่านช็อปปิ้งจายานาการ์ บังกาลอร์
บ่ายวันที่สอง หลังเสร็จภารกิจแถลงข่าวคณะเดินทางไปยังจายานาการ์ ย่านช็อปปิ้งที่คึกคักคล้ายสำเพ็งบ้านเรา ก่อนเข้าสู่ช่วงเย็นที่วัดสำคัญสองแห่งคือ วัดโดด้า คณปติ หรือวัดพระพิฆเนศ วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาองค์พระพิฆเนศวร เทพเจ้าแห่งปัญญา ความสำเร็จ และขจัดอุปสรรคทั้งปวง ตามความเชื่อทางฮินดู พระพิฆเนศทรงเป็น “เทพองค์ปฐม” หรือเทพเจ้าที่ต้องได้รับการบูชาก่อนเทพองค์อื่นเสมอ
ทางวัดจะมี ปูจารี (ผู้ทำพิธี) สวดมนต์เพื่อทำพิธีบูชาพระพิฆเนศ จากนั้นจะนำตะเกียงน้ำมันออกมาเพื่อให้ผู้มาสักการะกวักเอาควันไฟเข้าตัวเป็นอันเสร็จพิธี

ปูจารี ที่วัดโดด้า คณปติ
ไม่ไกลจากวัดโดด้า คณปติ จะเป็นวัดพระโค วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาโคนนทิ ซึ่งเป็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะ ภายในวัดเป็นที่ตั้งของรูปปั้นองค์โคนนทิที่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม โดยเป็นการแกะสลักจากหินแกรนิตก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียว
ถ้าสังเกตที่ส่วนหัวขององค์โคนนทิจะเห็นว่ามีสัญลักษณ์ตรีศูล มีเรื่องเล่าว่าพระศิวะทรงประทับตรีศูลไว้ เพื่อหยุดไม่ให้ขยายร่างใหญ่ไปมากกว่านี้

วัดพระโค จะมีตรีศูลบนหัวของวัว
เช้าวันที่ 3 สัมผัสประสบการณ์มหาราชา/มหารานี บนรถไฟขบวนหรูที่พาเดินทางสู่เส้นทางรัฐกรณาฎกะ อินเดียใต้ ด้วย The Golden Chariot Luxury Train ขบวนต้อนรับยิ่งใหญ่ไม่ผิดเลยที่จะเรียกเราว่า “มหารานี” เราจะใช้ชีวิตอยู่บนราชรถม้าทองคำนี้กันทั้งหมด 4 วัน 3 คืน โดยรถไฟจะเคลื่อนที่ไปยังสถานีรถไฟตามจุดหมายปลายทางของเมืองที่โปรแกรมทัวร์จัดไว้

The Golden Chariot Luxury Train ต้อนรับอบอุ่น
จากความทันสมัยของบังกาลอร์ ราชรถทองคำพาเรามุ่งหน้าสู่ไมซอร์ อดีตเมืองหลวงที่มีมนต์ขลังและเป็นที่ตั้งของพระราชวังไมซอร์ ซึ่งงดงามติดอันดับ 1 ใน 10 พระราชวังที่สวยที่สุดในอินเดีย และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนมากเป็นอันดับ 2 รองจากทัชมาฮาล

พระราชวังไมซอร์
ชื่อเมือง “ไมซอร์” มาจากตำนานการต่อสู้ระหว่างธรรมะและอธรรม เล่ากันว่าในอดีตมีอสูรร้ายเข้ามารังควานและทำร้ายผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว พระศิวะจึงทรงขอให้พระแม่ปารวตีลงมาปราบอสูรจนสำเร็จ ชาวเมืองจึงตั้งชื่อบริเวณนี้ว่า “ไมซูรู” เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นี้ จนเพี้ยนมาเป็น “ไมซอร์” ในปัจจุบัน

อีกบริเวณของพระราชวังไมซอร์
พระราชวังไมซอร์ที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างใหม่ในสไตล์ Indo-Saracenic ในปี 1897 เพื่อทดแทนพระราชวังไม้หลังเดิมที่ถูกไฟไหม้หลังถูกผู้ปกครองมุสลิมยึดครอง และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1912 เพื่อเป็นที่ประทับของราชวงศ์วาดิยาร์ ที่ปกครองพื้นที่นี้มากว่า 500-600 ปี
ภายในพระราชวังจะพบกับงานจิตรกรรมและสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะหลายแขนง ทั้งอินเดีย มุสลิม และตะวันตก

ภายในพระราชวังไมซอร์ ตกแต่งวิจิตรตระการตา
วันที่ 4 มุ่งสู่เมืองศรีรังคปัฏฏณะ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำคาวารีอันศักดิ์สิทธิ์ เมืองนี้มีความสำคัญทั้งในทางศาสนาและประวัติศาสตร์การทหาร

ตลาดพื้นเมืองที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวไมซอร์
เมืองนี้เป็นที่ตั้งของวัดศรีรังคนาถสวามี ซึ่งบูชาพระวิษณุ (พระนารายณ์) ชื่อเมืองมีความหมายว่า “เมืองที่ยกย่องพระนารายณ์” แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นและลึกลับที่สุดของเมืองนี้คือ “คำสาปของราชินีอลาเมลัมมา”

วัดศรีรังคนาถสวามี มีธรรมเนียมถวายพวงมาลัยใบกะเพราแด่พระวิษณุ
ตำนานเล่าว่า เมื่อราชวงศ์วาดิยาร์เข้ายึดครองเมืองศรีรังคปัฏฏณะ เพื่อชิงเครื่องประดับล้ำค่าที่เป็นของพระราชินีอลาเมลัมมา ซึ่งนางตั้งใจจะนำไปถวายเทพเจ้า นางจึงตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตายในแม่น้ำคาวารี
ก่อนตายได้ลั่นวาจาสาปแช่ง “ขอให้กษัตริย์ในราชวงศ์วาดิยาร์ไม่สามารถมีบุตรสืบทอดบัลลังก์ได้” ซึ่งคำสาปนี้เป็นจริง เพราะกษัตริย์ในรุ่นต่อๆ มาหลายพระองค์ไม่มีบุตรชาย ต้องรับบุตรบุญธรรมมาสืบทอด กระทั่งสิ้นสุดยุคกษัตริย์

พระราชวังบังกาลอร์
เมืองนี้ยังมีพระราชวังฤดูร้อนของสุลต่านทิปู พยัคฆ์แห่งไมซอร์ ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการขยายอำนาจของอังกฤษในสมัยนั้น สร้างขึ้นในปีค.ศ.1784 และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประวัติศาสตร์อาณาจักรไมซอร์
จุดเด่นของพระราชวัง โครงสร้างและการแกะสลักทำจากไม้สักทั้งหลัง ภาพจิตรกรรมฝาผนังมีภาพวาดสีสันสดใส เล่าเรื่องราวสงครามของสุลต่านทิปูกับอังกฤษ และภาพชีวิตประจำวันในราชสำนัก
ภายในมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องแต่งกาย อาวุธ และสิ่งของส่วนตัวของสุลต่าน รวมถึงแบบจำลอง “เสือของทิปู” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการต่อต้านอังกฤษ
Hosapete คือสถานีสุดท้ายของราชรถทองคำที่นำพาเรามาเป็นไฮไลต์ที่สุดและเป็นที่มาของชื่อรถไฟขบวนนี้คือ ฮัมปิ เมืองมรดกโลกและอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรวิชัยนครที่มีอายุนับพันปี

ฮัมปิ เมืองโบราณมรดกโลก
ฮัมปิในยุครุ่งเรืองช่วงศตวรรษที่ 14-16 จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เล่ากันว่าในสมัยนั้นทองคำและอัญมณีมีค่าถูกนำมาวางขายตามท้องถนนราวกับสินค้าทั่วไป กระทั่งถูกรุกรานและทำลายโดยกลุ่มมุสลิม เมืองทั้งเมืองจึงถูกปล้นสะดมและเผาทิ้งจนกลายเป็นสภาพเมืองร้างที่งดงามและน่าค้นหา โดยปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก
จุดที่พลาดไม่ได้คือ วิหารวิทธลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “The Golden Chariot” หรือรถม้าหินสลักอันเลื่องชื่อ เป็นการแกะสลักหินก้อนเดียวที่มีความละเอียดอ่อนช้อยจนดูราวกับรถม้าจริงๆ

ราชรถม้ามหารานี
นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นนรสิงห์ อวตารปางครึ่งคนครึ่งสิงห์ของพระนารายณ์ที่มีความสูงถึง 6.7 เมตร และ วิรูปักษ์เทวาลัย ที่ตั้งอยู่อย่างสง่างามท่ามกลางกองหินยักษ์

รถม้าหินสลักอันเลื่องชื่อ
ปิดทริปอินเดียใต้กันที่พระราชวังบังกาลอร์ แลนด์มาร์กสำคัญของบังกาลอร์ พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ไมซอร์ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 แรงบันดาลใจจากพระราชวังวินเซอร์ของอังกฤษ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม Tudor Revival และยังคงเป็นสมบัติของราชวงศ์วาดิยาร์จนถึงปัจจุบันที่สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมอินเดียและยุโรป

ภายในพระราชวังบังกาลอร์
ต้องบอกเลยว่า The Golden Chariot ขบวนนี้พาเราเดินทางย้อนเวลาสู่หัวใจอินเดียใต้ แล้วกลับมาสู่บังกาลอร์เมืองแห่งอนาคต ทำให้เป็นแรงบันดาลใจ พร้อมที่จะ Moving Forward ไปกับทุกความท้าทายใหม่ๆ
วิภา สุนันท์สถาพร