ชำแหละสุขภาพคนไทย แนวโน้มป่วยหนัก ตกเป้า WHO งบรักษาพุ่ง แนะ “สื่อสาร-ตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง”แทน “รักษา”

ปัจจุบันคนไทยกำลังเผชิญป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs มากกว่า 20 ล้านคน และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็นประมาณ 76% ของการเสียชีวิตทั้งหมด โรคที่พบบ่อยและคร่าชีวิตคนไทย ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และโรคอ้วนลงพุง โรค NCDs ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่าเสียหายกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

ผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย(National Health Examination Survey : NHES ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 ด้วยความร่วมมือของ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ยังชี้ชัดว่า คนไทยกำลังเผชิญวิกฤตโรค NCDs อย่างหนักหน่วง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาเผยผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งล่าสุด ระบุเป็นการสำรวจเดียวในประเทศที่เก็บข้อมูลครบทั้งการสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และตรวจปัสสาวะ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกกว่าการสำรวจรูปแบบทั่วไป พร้อมชี้ปัญหาเชิงระบบว่าประเทศไทยยังลงทุนด้านป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพไม่เพียงพอ ขณะที่ภาระงานรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี และหัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้มีจุดเด่นตรงที่สามารถประเมินสถานะสุขภาพจริงของประชากร ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาล จึงทำให้เห็น “ภาพแท้จริง” ของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หรือภาวะเสี่ยงอื่น ๆ ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าป่วย “หลายคนไม่ไปโรงพยาบาล ทำให้ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขสะท้อนเฉพาะกลุ่มที่เข้ารับบริการ แต่ข้อมูลสำรวจนี้ครอบคลุมทั้งคนที่ไปและไม่ไป ทำให้เป็นตัวแทนประชากรจริง ครอบคลุมประชาชนอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ทำให้ได้ข้อมูลหลากหลาย ตั้งแต่ภาวะโภชนาการเด็ก พฤติกรรมเสี่ยงในโรงเรียนและครอบครัว การใช้ความรุนแรง การติดจอ ไปจนถึงพฤติกรรมบริโภคที่ละเอียดถึงระดับชนิดอาหาร นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลปัญหาปัจจุบันของวัยรุ่น เช่น การใช้กัญชา–กระท่อม ผลกระทบโควิด มลพิษอากาศ รวมถึงเทรนด์การใช้ยาและอาหารเสริมที่กำลังเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้สูงอายุ การสำรวจมีทั้งการประเมินสมองเสื่อม ความเร็วในการเดิน แรงบีบมือ และการมองเห็น ทำให้สามารถประเมินภาวะสุขภาพเชิงลึกและแนวโน้มการพึ่งพิงของประชากรสูงอายุได้อย่างแม่นยำ นักวิจัยระบุว่า “เป็นข้อมูลที่แทบไม่มีการสำรวจลักษณะนี้ในโครงการอื่น”

อย่างไรก็ตาม รศ.พญ.เริงฤดี ชี้ว่า “ปัญหาใหญ่ของระบบสุขภาพไทยคือ การทุ่มทรัพยากรไปกับงานรักษา มากกว่าการป้องกันโรค ส่งผลให้งบประมาณบานปลาย ควรเพิ่มการทำงานด้านป้องกันต้องทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน เพิ่มการสื่อสาร รณรงค์ขับเคลื่อนนโยบาย โดยเฉพาะการให้ความรู้เป็นเพียงส่วนเล็กของการเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ถ้าไม่มีมาตรการสนับสนุน จะไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์จริงได้”

ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) เผยข้อมูลจากผลสำรววจสุขภาพครั้งล่าสุด ว่า “เราพบว่า มีคนป่วยโรคเบาหวานแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวานถึง 27% หรือ 1.6 ล้านคน และคนป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่รู้ตัวสูงถึง 48% หรือ 8.4 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าระบบสุขภาพของคนยังมีช่องว่างที่ต้องพัฒนาเพื่อการเข้าถึงและครอบคลุม”

การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งเป็นข้อมูลด้านสุขภาพสำคัญต่อการดำเนินนโยบายด้านสาธารณสุขประเทศไทย

“การสำรวจสุขภาพ เปรียบเสมือนการลงทุนด้านข้อมูล และที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวทันสถานการณ์สุขภาพของประชาชน และใช้เป็นแนวทางการวางแนกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป” นพ.ศุภกิจ ผอ.สวรส. เน้นย้ำ
สถานการณ์โรค NCDs ของคนไทยในรอบ 20 ปี หรือตั้งแต่ปี 2547-2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ระบุถึงผลสำรวจสุขภาพครั้งที่ 7 ล่าสุด พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเบาหวาน 10.6% หรือ 6.1 ล้านคน ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 29.5% หรือ 17.5 ล้านคน และมีภาวะน้ำนักเกินและโรคอ้วน 45% หรือ 27.4 ล้านคน และที่น่าเป็นห่วง คือ มีคนเสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตถึง 5.7 ล้านคน แม้ว่าคนป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 13.8% เพิ่มเป็น 28.6% แต่ยังต่ำกว่าที่ WHO ตั้งเป้าหมายไว้แนะนำไว้อยู่ที่ 80%

ตัวเลขดังกล่าว ทำให้ประเทศไทย ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก(WHO) ที่กำหนดให้ในปี 2568 ไทยต้องลดโรคความดันโลหิตสูงลงไม่เกิน 17% เบาหวานไม่เกิน 7.3% และโรคอ้วนไม่เกิน 36.2%

หากเจาะลึงลงไปในรายละเอียด พบว่า ผู้หญิงมีอัตราป่วยเบาหวาน 11.3% มากกว่าผู้ชายที่ป่วยเบาหวาน 9.7% แต่ผู้ชายมีอัตราตายจากเบาหวานมากกว่าผู้หญิง สัดส่วนของผู้ป่วยเบาหวานอายุ 15 ปี ขึ้นไป ที่ได้รับการรักษาและควบคุมระดับน้ำตาลได้ต่ำกว่า 130 มก./ดล ภาคเหนือสามารถควบคุมได้ 49% ภาคกลาง 40.8% ภาคใต้ 44.8% กรุงเทพฯ 47.4% และต่ำสุดคือ ภาคอีสาน 36.6% และภาคอีสานยังมีการเสียชีวิตจากเบาหวานสูงที่สุดอีกด้วย

โรค NCDs เกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต่างๆ ซึ่ง รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี และหัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ชี้ว่า คนที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา อ้วน หรือมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ จะมีแนวโน้มป่วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มวัยต่ำกว่า 40 ปี เช่น โรคเบาหวานที่ไม่ค่อยพบในกลุ่มอายุ 15-34 ปี หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆเลยจะป่วยเบาหวานเพียง 0.3% แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงครบหมดจะเสี่ยงเป็นเบาหวานสูงถึง 45.2%

การจะควบคุมโรค NCDs ให้ได้ผล ต้องปรับกลยุทธ์การจัดการจัดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ควรกำหนดให้ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เช่น อัตราการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา อ้วน เป็นตัวชี้ชัดการดำเนินงานและให้มีการคัดกรองร่วมกับการคัดกรองเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และควรขยายการคัดกรองให้ครอบคลุมกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปีที่มีปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพด้วยข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาขนไทยจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อมีถูกนำไปใช้ในทุกระดับ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ก็พร้อมที่จะนำไปสานต่อตามพันธกิจขององค์กร

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ข้อมูลสุขภาพประชาชน เป็นรากฐานสำคัญของการวางนโยบายและยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาพของประเทศ ในยุคปัจจุบันที่ปัจจัยกำหนดสุขภาพของคนไทยมี่ความซับซ้อนมากขึ้น ข้อมูลจึงเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ รวมถึงใช้ติดตามผลการทำงานสร้างเสริมสุขภาพประชาชน

การสำรวจสุขภาพนี้เป็นข้อมูลระดับชาติหนึ่งเดียงของไทย ที่มีการตรวจเลือดและเก็บตัวอย่างทางชีวภาพ เพื่อวิเคราะห์สถานะสุขภาพ อย่างไรก็ตามฐานข้อมูลสุขภาพนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดได้ ต้องประกอบด้วย 1.ต้องคืนข้อมูลสุขภาพให้กับสังคม เพราะว่าคนในสังคมจะได้ตระหนักรู้ เพราะจริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพได้นั้น ต้องให้ทุกคนตระหนักรู้ด้วยตนเอง ไม่สามารถทำได้ด้วยระบบราชการ การสั่งการ หรือการบังคับ 2.ระดับชุมชนหรือกลุ่มเครือข่ายระดับพื้นที่ เช่น ท้องถิ่น หรือ อสม. ที่จะต้องรับทราบข้อมูลตรงนี้ด้วยเพื่อจะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการจัดการระดับชุมชน และ 3. คือ กลุ่มผู้กำหนดนโยบายระดับกระทรวง การเมืองระดับประเทศที่ต้องรับทราบข้อมูลต่างๆ เหล่านี้

“ข้อมูลสุขภาพประชาชนไทยจำเป็นต้องมีการสื่อสารอย่างต่อเนื่องทุกระดับ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวทิ้งท้าย

ผลสำรวจสุขภาพถือเป็นข้อมูลระดับชาติหนึ่งเดียงของไทย ที่จะเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสุขภาพคนไทยในอนาคตได้ เพราะความไม่สำเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ความล้มเหลวของการจัดการของกระทรวงใด หรือหน่วยงานใด แต่เป็นความล้มเหลวที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน