DPU จัดเวิร์กช็อป “ซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” รวม EV–Hybrid–Tuning เสริมทักษะโปรแกรมและวิเคราะห์รถยนต์ยุคใหม่ เปิดมุมคิดสู่ธุรกิจอู่ยุคดิจิทัล ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคตครบวงจร
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) จัดอบรมหลักสูตร “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ รุ่นที่ 1” ระหว่างวันที่ 9–25 มีนาคม 2569 ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ให้ก้าวทันการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด
พร้อมยกระดับทักษะด้านการวิเคราะห์ ตรวจสอบ และซ่อมบำรุง เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่
เวิร์กช็อปเข้ม 14 วัน เรียนจริง ทดลองจริง ใช้งานได้จริง
ทั้งนี้หลักสูตรออกแบบเป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ใช้ระยะเวลา 14 วัน ในรูปแบบ On-site รองรับผู้เข้าอบรมรุ่นละ 270 คน ครอบคลุม 6 โมดูล ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบไฮบริด (Hybrid) การปรับแต่งเครื่องยนต์ (Tuning) รถจักรยานยนต์ (Motorbike) แบตเตอรี่ (Battery) และระบบอัตโนมัติ (Autonomous) ผ่านเวิร์กช็อปทั้งในสถานประกอบการจริงและห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที
พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ ปรีเปรม หัวหน้าหลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โมดูลการปรับแต่งเครื่องยนต์ เนื้อหาเวิร์กช็อปเกี่ยวกับ Coding และ Programming ในยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมและสั่งการระบบต่าง ๆ ของรถยนต์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปภายในหรือรถยนต์ไฟฟ้า ต่างก็ต้องอาศัยการควบคุมผ่านซอฟต์แวร์และโปรแกรมเป็นหลัก
“ปัจจุบันโครงสร้างของรถยนต์เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยระบบควบคุมและอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทสูง คิดเป็นประมาณ 50% ของมูลค่ารถยนต์ทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ไปจนถึงระบบความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก ส่งผลให้ทักษะด้านการเข้าใจระบบควบคุมและการเขียนโปรแกรมกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของคนทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่” หัวหน้าหลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี DPU กล่าว
เนื้อหาการอบรมช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจทั้งภาพรวม และ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยเริ่มตั้งแต่การเรียนรู้หลักการควบคุมระบบรถยนต์ การปรับค่าการทำงานให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานของรถแต่ละประเภท ไปจนถึงการทำความเข้าใจโครงสร้างซอฟต์แวร์ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาการทำงานของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่มิติทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นโอกาสใหม่จากเทคโนโลยียานยนต์ ทั้งในด้านการปรับแต่งระบบ การวิเคราะห์ข้อมูลรถยนต์ และการพัฒนาบริการหรือรูปแบบธุรกิจใหม่ ผู้เข้าอบรมจึงได้เห็นแนวทางต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การประกอบอาชีพหรือสร้างธุรกิจในอนาคต
พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ กล่าวต่อว่า รูปแบบการเรียนแบ่งเป็นภาคทฤษฎีในช่วงเช้า และภาคปฏิบัติในช่วงบ่าย พร้อมจัดการเรียนรู้เป็น 3 สถานี ได้แก่ รถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ไฟฟ้า และการใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ปัญหา โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ กลุ่มผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ รวมถึงครูและอาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคต่าง ๆ ที่มีพื้นฐานและความสนใจด้านยานยนต์ได้เรียนรู้แบบใกล้ชิด ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถาม และทดลองปฏิบัติได้อย่างเต็มที่
อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ต้องคิดเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ซ่อมเป็น
สำหรับผู้เข้าเวิร์กช็อปใน โมดูลการปรับแต่งเครื่องยนต์ อาทิ นายกันต์เอนก วชิรอังศนา นายเศรษฐวัฒน์ เพศประเสริฐ และนายชุติพนธ์ จินตวีพันธุ์ และนายศรัทธา เจริญรัตน์ ต่างสะท้อนตรงกันว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
การทำงานในสายอาชีพนี้นอกจากต้องมีความรู้ด้านช่างกลแบบดั้งเดิม จะต้องเข้าใจระบบอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสารภายในรถยนต์ และการจัดการโปรแกรมควบคู่กันไปด้วย ทำให้การอบรมครั้งนี้ไม่เพียงสอนเรื่อง “การซ่อมรถ” แต่ยังเปิดมุมมองให้เห็นถึง “วิธีคิด” ของระบบรถยนต์ยุคใหม่ ทั้งในแง่การวิเคราะห์ปัญหา การใช้งานจริง และการต่อยอดเป็นโอกาสทางอาชีพและธุรกิจ
ผู้เข้าเวิร์กช็อป เปิดเผยว่า เนื้อหาในช่วงภาคเช้าของการอบรมเน้นเรื่อง “สายโปรแกรม” เป็นหลัก โดยเฉพาะการปรับแต่งโปรแกรมและการปรับจูนเครื่องยนต์ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจว่าสามารถปรับอะไรในระบบรถยนต์ได้บ้าง และควรปรับอย่างไรให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานจริง เช่น การปรับค่าส่วนผสมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากน้ำมันในประเทศไทยมีหลายประเภท ทั้ง 95, 91 และ E20 เมื่อชนิดและอัตราส่วนของน้ำมันเปลี่ยนไป ผู้ใช้งานหรือช่างจึงจำเป็นต้องรู้วิธีปรับค่าระบบให้เหมาะสม รวมถึงเรียนรู้การใช้เครื่องสแกนเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถยนต์อย่างถูกต้อง
“ความรู้จากการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงทั้งในเชิงธุรกิจและการใช้งานส่วนตัว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สูตรน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง เช่น การเพิ่มสัดส่วนเอทานอล ซึ่งอาจส่งผลให้รถบางคันมีปัญหาเรื่องส่วนผสมของน้ำมันบางเกินไปหรือไม่เหมาะสมกับระบบเดิมของรถ หากผู้ผ่านการอบรมมีความรู้และมีเครื่องมือพร้อม ก็สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปช่วยปรับแต่งรถให้ลูกค้าใช้งานได้เหมาะสมมากขึ้น ลดปัญหาการกินน้ำมันเกินจำเป็น และช่วยรักษาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ในภาพรวม” ผู้เข้าเวิร์กช็อป กล่าว
ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ใช้รถทั่วไป แม้จะไม่ได้ลงมือปรับแต่งด้วยตนเองทั้งหมด แต่ความรู้พื้นฐานที่ได้รับช่วยให้เข้าใจการทำงานของรถยนต์ได้ลึกขึ้น และตระหนักว่ารถจากโรงงานไม่ได้เหมาะกับทุกสภาพการใช้งานโดยอัตโนมัติ ความเข้าใจเรื่องระบบและการปรับแต่งจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารกับช่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเข้าใจปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีการแจ้งเตือนความผิดปกติของระบบ ซึ่งบางครั้งมีต้นทุนการซ่อมสูง แต่ไม่ได้กระทบต่อการใช้งานหลัก
EV มาแรง โอกาสใหม่ของคนทำธุรกิจยานยนต์
ขณะที่ นายธนันญพนธ์ เทศขำ ผู้เข้าเวิร์กช็อปในโมดูลแบตเตอรี่ (Battery) เปิดเผยว่า ตัดสินใจเข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ เกิดจากความตั้งใจที่จะต่อยอดไปสู่การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นด้านการซ่อมบำรุงหรือการนำเข้าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้ใช้งานรถ EV เป็นหลัก แต่เคยมีประสบการณ์ทดลองใช้งาน และมีแผนจะซื้อมาใช้จริง จึงมองว่าการอบรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยีและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
“จากการเข้าร่วมกิจกรรม นายธนันญพนธ์ระบุว่า ได้รับทั้งความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การเรียนภาคทฤษฎี การดูงานในสถานประกอบการจริง ไปจนถึงการเรียนรู้ระบบต่าง ๆ ของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น โครงสร้างชิ้นส่วน การซ่อมบำรุง และระบบแท่นชาร์จ (EV Charger) รวมถึงได้เห็นกรณีศึกษาจริงที่ช่วยให้เข้าใจการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้สร้างเครือข่าย (Connection) กับผู้เข้าอบรมและผู้เชี่ยวชาญในสายงานเดียวกัน” ผู้เข้าเวิร์กช็อป กล่าว
ในอนาคต นายธนันญพนธ์ มองว่า เทรนด์ของรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากความผันผวนของราคาน้ำมันและสถานการณ์พลังงานโลก ซึ่งจะผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาใช้ EV มากขึ้น หากราคารถอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่าย ก็จะยิ่งเร่งการเติบโตของตลาด ขณะเดียวกัน อู่ซ่อมรถ EV ยังมีจำนวนไม่มาก จึงถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ในอนาคต




