วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU ชี้โอกาส “อาหารไทยเป็นยา” ฝ่าวิกฤตพึ่งพายานำเข้า ดันสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจเวลเนสโลก ยกระดับศักยภาพสุขภาพองค์รวม แข่งขันตลาดสากล
วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดี วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “โอกาสใหม่ของอาหารไทยเป็นยา” เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ โดยมีการถ่ายทอดจากบริเวณลานด้านข้าง Convention Hall 2 อาคาร D องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) โดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (NBT) และ Thai PBS เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการนำอาหารไทยและสมุนไพรไทยมาต่อยอดในศาสตร์เวลเนส ภายใต้บริบทของระบบสาธารณสุขและความมั่นคงทางอาหารของประเทศที่กำลังเผชิญความท้าทาย
การเสวนาครั้งนี้ตามหัวข้อหลักคือ ห่วงโซ่อาหารไทยอ่อนไหวจริงหรือไม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อชวนสังคมตั้งคำถามว่า อาหารไทยกำลังเผชิญวิกฤตจริงหรือไม่ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์ ทางออกและการปรับตัวของประเทศไทย ในสถานการณ์ที่เรายังคงต้องพึ่งพายานำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะยาเคมีสำเร็จรูปและสารตั้งต้นทางยา ซึ่งได้รับแรงกระแทกจากสงครามที่เป็นปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และส่งผลต่อความเปราะบางของระบบสุขภาพในระยะยาว
รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ ได้สะท้อนภาพรวมของระบบสาธารณสุขไทยในมิติของการพึ่งพายาจากต่างประเทศ โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้ายาเคมีสำเร็จรูปจากต่างประเทศถึงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีก 30 เปอร์เซ็นต์ สามารถผลิตได้ในประเทศ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสารตั้งต้นทางยา (API) ส่งผลให้ภาพรวมการพึ่งพายาจากต่างประเทศของไทยสูงเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ สำหรับมูลค่ารวมตลาดยาของประเทศไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2.35 แสนล้านบาท
“สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตด้านการนำเข้า หากมองในมุมของยาเคมี เราได้รับผลกระทบอย่างมากจากการพึ่งพาต่างประเทศเกือบทั้งหมด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ คือองค์ความรู้ด้านตำรับยาสมุนไพรในศาสตร์การแพทย์แผนไทย ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดได้” คณบดี วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว
ทั้งนี้ แนวคิดอาหารไทยเป็นยา ถูกนำเสนอในฐานะหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเวลเนส ซึ่งกำลังเป็นกระแสระดับโลก โดยธุรกิจเวลเนสมีมูลค่าสูงถึง 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 โดยเวลเนสตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) คือการดูแลสุขภาพเชิงรุกแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย จิต จิตวิญญาณ อารมณ์ สังคม และโดยเฉพาะสุขภาพสมอง ที่ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาโรค ไปจนถึงการสร้างสมดุลและสุนทรีของชีวิต
อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ มองว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากการดูแลสุขภาพยังถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ ระหว่างมิติทางกาย จิตใจ และความสมดุลของชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริง เวลเนสควรเป็นการดูแลแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงทุกมิติให้สอดประสานกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งหากยังไม่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้ทำงานร่วมกันได้ ทิศทางการพัฒนาของเวลเนสไทยก็คงไม่สามารถยกระดับศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ทั้งที่จุดแข็งของการแพทย์แผนไทยคือเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมซึ่งเป็นหมุดหมายที่สำคัญของเวลเนส
ในมิติของการขับเคลื่อนประเทศ รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ เสนอว่า หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ควรเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสมุนไพรไทย พร้อมทั้งบูรณาการองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรไทยจำนวน 277 ตำรับ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และภาวะนอนไม่หลับ ซึ่งมีข้อมูลจากประสบการณ์ทางคลินิกที่มีผู้เข้ารับการรักษากว่าหนึ่งแสนราย
นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างการพัฒนาคลินิกต้นแบบด้านการแพทย์แผนไทยคุณภาพ ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจเข้าศึกษาดูงานและเรียนรู้แนวทางการบูรณาการศาสตร์การแพทย์แบบองค์รวมได้จริง ได้แก่ “ดี ซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทย” ณ อาคาร 14 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง
“วันนี้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพายาสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เราจะสร้างศักยภาพยาสมุนไพรไทย ให้ไปสู่ตลาดเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร ที่ยังมีข้อท้าทายจากความเปราะบางของการพัฒนาวิจัยองค์ความรู้ภายในประเทศ และเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเวลเนสของไทยไม่เพียงเติบโตแค่ภายในประเทศ แต่ก็ยังมีศักยภาพมากพอที่จะเข้าไปแข่งขันในตลาดสุขภาพของต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน” คณบดี วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าวทิ้งท้าย

