ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพรอบด้าน ทั้งโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สังคมสูงวัย ปัญหาสุขภาพจิต สารเสพติด บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ความปลอดภัยทางถนน มลพิษ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว การรับมือกับปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการใช้ข้อมูลของพื้นที่เป็นฐานในการกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อให้การสร้างเสริมสุขภาพตอบโจทย์บริบทของแต่ละชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นบูรณาการสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ ครั้งที่ 2” เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Health in All Policies” หรือ สุขภาพในทุกนโยบาย เพื่อผลักดันการพัฒนา “ตำบลจัดการสุขภาวะ” ทั่วประเทศ มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็ง ลดปัจจัยเสี่ยง ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพหลายมิติ ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สังคมสูงวัย ปัญหาสุขภาพจิต สารเสพติด บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ความปลอดภัยทางถนน รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีชุมชนท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Health in All Policies หรือสุขภาพในทุกนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างสุขภาวะของประชาชน
พร้อมย้ำว่า การพัฒนาสุขภาวะต้องยึดหลัก “พื้นที่เป็นฐาน ใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ และประชาชนเป็นเจ้าของพื้นที่” โดยชุมชนที่เข้มแข็งต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1. ข้อมูลที่ถูกต้อง 2. แผนพัฒนาที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน 3. กลไกความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ 4. การระดมทรัพยากรในพื้นที่ และ 5. การดูแลกลุ่มเปราะบางควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สสส. จะทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ เสริมศักยภาพภาคีเครือข่าย และผลักดันการสร้าง “ตำบลจัดการสุขภาวะ” ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
“ผมเชื่อมั่นว่าชุมชนท้องถิ่นคือรากฐานของการพัฒนาประเทศและเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาวะที่ยั่งยืน หากประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมวางแผนการดูแลคนในพื้นที่ งานก็จะมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพสู่การทำงานแบบ Data-Driven โดยมุ่งใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสุขภาพในแต่ละพื้นที่เป็นไปอย่างตรงจุดและสามารถวัดผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา สสส. ได้ร่วมพัฒนากลไกและเครื่องมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนจัดการปัญหาสุขภาพที่มีความแตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ อาทิ โมเดลชุมชนลดเค็ม ที่ติดตามพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมของกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พร้อมนำข้อมูลมาประเมินผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว
นพ.พงศ์เทพ กล่าวอีกว่า “สสส. ยังผลักดันการใช้ฐานข้อมูลสุขภาพระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อวิเคราะห์สาเหตุการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับปัญหาในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมมาตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งการลดการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การเพิ่มกิจกรรมทางกาย และการป้องกันอุบัติเหตุ ภายใต้ความร่วมมือของท้องถิ่น ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาวอย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน กล่าวว่า ทางเครือข่ายมุ่งพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพชุมชนผ่านการดำเนินงาน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ “ระบบข้อมูลตำบล” ที่ครอบคลุมข้อมูลประชากรทุกครัวเรือน เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง และปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับ “การจัดเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ” ที่สะท้อนทุนทางสังคมและบทบาทของภาคีต่างๆ ในชุมชน เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพในการขับเคลื่อนงานสุขภาพอย่างรอบด้าน จากนั้นเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เป็นผู้วิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูล และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยเครือข่ายทำหน้าที่พัฒนาเครื่องมือ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเสริมศักยภาพการทำงาน เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนบริการสาธารณะและนโยบายท้องถิ่นที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากพื้นที่ต้นแบบ เพื่อขยายผลสู่การพัฒนาสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน
“เมื่อทำทั้งสองส่วนนี้แล้ว พื้นที่จะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด โดยเรามีหน้าที่สร้างเครื่องมือและสอนวิธีการทำงาน เมื่อเขาลงมือทำแล้ว เขาจะวิเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างปัญหาจากระบบข้อมูลตำบลกับศักยภาพในการแก้ปัญหาจากข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการออกแบบงานบริการสาธารณะของท้องถิ่น โดยพยายามบรรจุงานด้านสุขภาพลงไปให้มากที่สุด” รศ.ดร.ขนิษฐา กล่าว

การประชุมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ สสส. ในการเป็นกลไกที่เชื่อมความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบสร้างเสริมสุขภาพบนฐานข้อมูลและบริบทของพื้นที่ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย อันจะนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน