ในยุคที่สังคมไทยต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤตสุขภาพ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ปัญหาสุขภาพจิต ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงการสั่งการจากภาครัฐหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเกิดจาก “พลังของคนในชุมชน” ที่ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหาร่วมกัน
ทว่าในความเป็นจริง “คนตัวเล็กตัวน้อย” ในระดับรากหญ้าจำนวนมาก กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน องค์ความรู้ และขาดกลไกการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ การพัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อสร้าง “ตัวช่วย” ที่เข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของชุมชนไทย
ล่าสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้เปิดตัวหนังสือชุดถอดบทเรียน 3 เล่มสำคัญ เพื่อส่งมอบนวัตกรรมเชิงระบบและโมเดลการทำงานที่พิสูจน์แล้วว่า สามารถเปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นพลังชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถอดบทเรียนนวัตกรรมเชิงระบบ
จิ๊กซอว์เปลี่ยนชีวิต กระจายโอกาสสู่รากหญ้า
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวหนังสือถอดบทเรียน 3 เล่มสำคัญ ได้แก่ “นวัตกรรมเชิงระบบ หน่วยจัดการงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน”, “16 ก้าวเริ่มต้น : ชุมชนสร้างสุข” และ “เส้นทางสู่ชุมชนน่าอยู่ กับ Commu Together” ซึ่งเป็นการประมวลองค์ความรู้และประสบการณ์จากการใช้นวัตกรรมเชิงระบบที่เรียกว่า “หน่วยจัดการ (Node)” เข้ามาขับเคลื่อนงานสุขภาวะในระดับพื้นที่
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 6 สสส. เปิดเผยว่า หนังสือทั้ง 3 เล่มนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ สสส. ในการมุ่งสร้างระบบและกลไกหน่วยจัดการชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อกระจายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ และเชื่อมต่อการทำงานจากภาพใหญ่ลงสู่การปฏิบัติจริง

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 6 สสส.
“หนังสือชุดนี้ทำให้เห็นผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจริง ผ่านเสียงสะท้อนของผู้นำชุมชนที่นำนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาวะไปปรับใช้ จนสามารถพลิกฟื้นชุมชนให้กลายเป็นชุมชนสุขภาวะดี เปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นพลัง นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”
ขณะที่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวเสริมว่า การแก้ไขปัญหาสุขภาพหากมุ่งเน้นเพียงเชิงประเด็นจะเกิดข้อจำกัด ไม่สามารถต่อยอดหรือขยายผลได้อย่างยั่งยืน การพัฒนาเชิงระบบ (System based) ควบคู่กับกลไกหน่วยจัดการ (Nodes) จึงเป็นนวัตกรรมในการบริหารจัดการระบบการให้ทุนที่เข้ามาช่วยหนุนเสริมคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ทำให้เกิดการร่วมเป็นเจ้าของงานและสร้างประสิทธิภาพในการจัดการได้อย่างแท้จริง

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
ปลดล็อกข้อจำกัด เติม “ระบบพี่เลี้ยง”
หนุนคนตัวเล็กเขียนโครงการไม่เป็น
เข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ได้ฉายภาพถึงหัวใจสำคัญของการถอดบทเรียนและการทำงานของหน่วยจัดการว่า คือการทลายข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของประชาชนในระดับรากหญ้า

เข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส.
“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มการเข้าถึง ทำอย่างไรให้คนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย คนที่เขียนโครงการไม่เป็น หรือไม่เคยรู้จัก สสส. แต่มีปัญหาและอยากลุกขึ้นมาทำเรื่องสุขภาพ ให้เขาสามารถเข้าถึงทุนในการทำโครงการได้”
ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุต่อว่า ในวิถีชุมชนจำเป็นต้องมี “ระบบพี่เลี้ยง” คอยหนุนเสริมตลอดระยะเวลาดำเนินงาน ไม่ใช่การแจกทุนแล้วจบไป แต่พี่เลี้ยงจะช่วยพัฒนาศักยภาพ ถ่ายทอดเครื่องมือ และช่วยให้ชุมชนสามารถติดตามประเมินผลได้ด้วยตนเอง ซึ่งจากการถอดบทเรียนตลอด 15 ปีที่ผ่านมา สสส. ได้สร้างโอกาสให้ภาคีกลุ่มต่างๆ เข้าถึงทุนปีละกว่า 2,000 โครงการ แม้จะเป็นทุนขนาดย่อม แต่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพได้อย่างยั่งยืน
จาก “หน่วยจัดการ” สู่กลไกเปลี่ยนชุมชน
การสร้างเสริมสุขภาพในระดับชุมชน อาจไม่ได้จบลงเพียงการจัดกิจกรรมหรือดำเนินโครงการให้ครบตามแผน หากหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้คนในพื้นที่ “เห็นปัญหาของตัวเอง” และลุกขึ้นมาร่วมกันแก้ไข จนเกิดเป็นกลไกที่สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเอง
ประสบการณ์ของ นฤมล ฮะอุรา พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลท่าแพ ในฐานะผู้ทำงานกับหน่วยจัดการจังหวัดมาแล้วหลายรุ่น สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของ “หน่วยจัดการ” จากโครงสร้างเล็กๆ ที่มีเพียงผู้จัดการโครงการและพี่เลี้ยง สู่ระบบการทำงานที่มีทั้งฝ่ายการเงิน ที่ปรึกษา ฝ่ายวิชาการ และผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาสนับสนุน
นฤมลมองว่า ความสำคัญของหน่วยจัดการไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้สั่งการ แต่คือการทำหน้าที่เป็น “จุดตรงกลาง” ที่ช่วยประคับประคองโครงการและคนทำงานในพื้นที่ ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบกิจกรรม การเลือกผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการติดตามและเก็บผลลัพธ์ “พี่เลี้ยง” จึงถือเป็นกลไกสำคัญ เพราะการทำงานในรูปแบบนี้เป็นโครงสร้างแนวราบ ไม่ได้มีอำนาจเชิงสายบังคับบัญชา การขับเคลื่อนจึงต้องอาศัยความไว้วางใจ การสื่อสาร และทักษะในการชวนให้คนอยากลงมือทำ
“จากประสบการณ์ในช่วงแรกๆ คือมีโอกาสเข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพ ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ และนำความรู้กลับไปถ่ายทอดต่อให้กับทีมพี่เลี้ยงและคนทำงานในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างการทำโครงการเชิงผลลัพธ์ เพราะที่ผ่านมาหลายโครงการอาจทำกิจกรรมได้สำเร็จ แต่ไม่ได้ออกแบบตั้งแต่ต้นว่าจะเก็บผลลัพธ์อย่างไร และจะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ต่ออย่างไร ซึ่งอีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม โดยต้องเป็นคนที่มีความสนใจและมีความสุขกับการพัฒนาพื้นที่”
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์ของ ศิวาพร จันทร์ขอนแก่น พี่เลี้ยงที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชน ซึ่งมองว่าการสร้างเสริมสุขภาพต้องเริ่มจากการทำให้คนในพื้นที่เห็นปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ใช่การนำคำสั่งหรือเป้าหมายจากส่วนกลางเข้าไปกำหนดให้ทั้งหมด
“บทบาทของพี่เลี้ยงต้องเป็นต้นแบบด้านสุขภาพด้วย ถ้าต้องการชวนชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คนที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงก็ต้องแสดงให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของตัวเองก่อน เพราะถ้าเรายังมีพฤติกรรมแบบเดิม แล้วจะไปสอนเขาได้ยังไง ที่สำคัญคือต้องทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่า พี่เลี้ยงไม่ได้เข้ามาในฐานะเจ้าหน้าที่ที่คอยบอกว่าต้องทำอะไร แต่เข้ามาในฐานะญาติพี่น้อง สร้างความคุ้นเคย แล้วเขาจะพร้อมเดินไปด้วยกันกับเรา”

เจาะลึก 16 ชุมชนต้นแบบ
ใช้ข้อมูลกระตุกความคิด สู้ภัย NCDs – สุขภาพจิต
สำหรับบทเรียนจาก 16 ชุมชนต้นแบบตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ 7+1 ของ สสส. นั้น นางเข็มเพชร อธิบายว่า การทำงานร่วมกับชุมชนต้องใช้ปัญหาของคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะวิกฤต โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และ ปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นภัยเงียบสำคัญในปัจจุบัน
“เราชวนชุมชนนำข้อมูลสุขภาพของตัวเองมาวิเคราะห์ ขุดให้เห็นพฤติกรรมเสี่ยงก่อนจะป่วย ทั้งเรื่องการกิน การขาดกิจกรรมทางกาย หรือเรื่องเหล้าบุหรี่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยกระตุกให้ชุมชนเกิดความตระหนัก และตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพได้ด้วยตนเอง” เข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ชี้ให้เห็นการทำงาน
ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคตข้างหน้า ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน ภัย AI และสุขภาพจิต หนังสือชุดนี้จึงเป็นต้นแบบและคู่มือสำคัญให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานนโยบายนำไปต่อยอดได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
ผู้ที่สนใจเรียนรู้แนวคิด นวัตกรรมเชิงระบบ และบทเรียนการสร้างชุมชนเข้มแข็ง สามารถดาวน์โหลดหนังสือทั้ง 3 เล่มในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่เว็บไซต์ opengrant.thaihealth.or.th