พว.ปักหมุดปัตตานี ดัน Active Learning เปลี่ยนเด็กจาก “จำเพื่อสอบ” สู่ “คิดเป็น” ชี้ถ้าพื้นฐานการเรียนรู้แข็งแรง PISA–O-NET–สอบเข้า ไม่ใช่โจทย์ใหญ่

จากห้องเรียนที่เด็กต้อง “จำให้ได้เพื่อไปสอบ” สู่การสร้างเด็กที่ “คิดเป็นและใช้ความรู้เป็น” กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทย เมื่อสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ หรือ พว. เดินหน้าขับเคลื่อน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ลงสู่จังหวัดปัตตานี หวังยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กชายแดนใต้ให้ก้าวข้ามข้อจำกัดทั้งด้านพื้นที่ ทรัพยากร และรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิม

การขับเคลื่อนครั้งนี้ พว. ร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดโครงการ “พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” มีครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 500 คนเข้าร่วม โดยมี นายอัครนันท์กัณณ์ กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ การวัดคุณภาพเด็กไทยผ่าน “การสอบ” ซึ่ง ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. มองว่า ต้องจัดลำดับให้ถูกว่า การพัฒนาเด็กต้องมาก่อนการเตรียมเด็กเพื่อทำข้อสอบ

เพราะหากครูพะวงกับคะแนนมากเกินไป การเรียนก็มีโอกาสย้อนกลับไปสู่ Passive Learning หรือการสอนให้เด็กจดจำข้อมูลเพื่อไปตอบข้อสอบ ซึ่งความรู้จำนวนมากอาจอยู่เพียงในความจำระยะสั้น สอบเสร็จแล้วก็ลืม

แต่หากโรงเรียนจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างแท้จริง ให้เด็กได้คิด ลงมือปฏิบัติ สร้างความเข้าใจ และพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง เมื่อถึงเวลาต้องเจอกับ PISA, O-NET การสอบเข้า หรือการสอบในโรงเรียน เด็กก็สามารถนำความรู้ที่เข้าใจจริงมาวิเคราะห์โจทย์ได้ โดยไม่ต้องพึ่งการท่องจำเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ทำให้เด็กสอบได้ แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น” จนพร้อมรับมือกับทุกข้อสอบ และนำความรู้ไปแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ เสียงจากพื้นที่ปัตตานีก็สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการนำเทคนิคการสอนใหม่เข้าห้องเรียน

มูหัมมัดนาสีรูดดิน เล๊ะนุ๊ รองประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า โรงเรียนในพื้นที่จัดการเรียนการสอนควบคู่ทั้งศาสนาและสามัญ การเรียนรู้ที่ทำให้เด็กคิด วิเคราะห์ และนำไปปฏิบัติ จึงสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และแนวทางของศาสนาอิสลาม พร้อมเชื่อว่าครูกว่า 500 คนที่เข้าร่วม จะกลับไปเป็นแรงขับเคลื่อน Active Learning ในโรงเรียนของตนเอง

ขณะที่ ดร.มูฮัมมัด หะยีเต๊ะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนในระบบ จังหวัดปัตตานี สะท้อนอีกด้านว่า แม้ Active Learning จะถูกพูดถึงมาระยะหนึ่ง แต่การเข้าถึงของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะโรงเรียนการกุศลที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและอุปกรณ์ การที่ พว. ลงมาถ่ายทอดกระบวนการให้ครูถึงพื้นที่ จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยลดช่องว่าง และต่อยอดให้เด็กชายแดนใต้มีศักยภาพทางวิชาการแข่งขันกับเด็กทั่วประเทศได้

ด้าน นายวิทยาศิลป์ สะอา ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี ระบุว่า การศึกษาในชายแดนใต้มีความเฉพาะจากบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม โดยโรงเรียนจำนวนมากต้องจัดทั้งหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรอิสลามศึกษา การพัฒนาครูจึงเป็นหัวใจสำคัญ แต่หลังจากนี้ต้องติดตามให้เห็นผลว่า เมื่อครูได้รับการพัฒนาแล้ว สามารถนำกลับไปเปลี่ยนการเรียนการสอน และยกระดับคุณภาพเด็กได้จริงเพียงใด เพื่อใช้เป็นต้นแบบขยายผลต่อไป

ขณะที่มุมมองจากเครือข่ายจังหวัดชายแดนใต้ไปไกลกว่าการยกระดับเด็กในประเทศ เมื่อ นายมะสุขรี ซีเดะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดนราธิวาส มองว่า หากการใช้ GPAS 5 Steps เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายในระยะ 3 ปี อาจช่วยยกระดับเครือข่ายโรงเรียนชายแดนใต้จนสามารถต่อยอดความร่วมมือทางการศึกษากับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความเชื่อมโยงด้านการศึกษาศาสนากับพื้นที่อยู่แล้ว

การขับเคลื่อนที่ปัตตานีครั้งนี้จึงไม่ได้มีโจทย์เพียงว่า จะทำอย่างไรให้ครูเปลี่ยนวิธีสอน แต่กำลังโยนคำถามกลับไปถึงระบบการศึกษาไทยว่า ระหว่างการสร้างเด็กให้ “จำคำตอบเก่ง” กับการสร้างเด็กที่ “คิดหาคำตอบเป็น” — ห้องเรียนไทยควรเดินไปทางไหน เพราะหากเด็กคิดเป็น เข้าใจเป็น และใช้ความรู้เป็น ไม่ว่าจะเจอ PISA, O-NET สอบเข้า หรือโจทย์ที่ไม่มีอยู่ในตำรา เด็กก็ควรพร้อมรับมือได้ด้วยตัวเอง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน