ก.ทรัพย์ เผยผลสรุป COP28 ร่วมรับมือยุคโลกเดือด เร่งคุมอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ยันไทยมุ่งมั่นร่วมประชาคมโลกอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานเปิดการประชุมเผยแพร่สรุปผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 หรือ COP28 โดยมี ดร.แอ็นสท์ ว็อล์ฟกัง ไรเชิล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วม

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า เวที COP เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ทุกประเทศต้องร่วมกันดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกตามเส้นทาง 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส ซึ่งขณะนี้มีสัญญาณว่าเรายังห่างจากเป้าหมายอยู่มาก เนื่องจากเราได้เห็นผลการทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก ที่สะท้อนถึงการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรม กรอบดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาพรวมของโลก การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประกาศให้การสนับสนุนทางการเงินจากผู้นำประเทศต่างๆ กว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับกองทุนเพื่อรับมือกับความสูญเสียและความเสียหาย รวมถึงประเด็นเชื่อมโยงทั้งด้านการเกษตร การสาธารณสุข และบทบาทของภาคีต่าง ๆ

พล.ต.อ.พัชรวาท ย้ำว่า ยืนยันว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานร่วมกับประชาคมโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกำกับดูแลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวฯ กลไกการเงินที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างเป็นระบบ

นายจตุพร กล่าวว่า การประชุม COP 28 เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว กระทรวงทรัพยากรฯ ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ จึงได้จัดการประชุมเผยแพร่สรุปผลการประชุมฯ หรือ COP Debrief ขึ้นในวันนี้ เพื่อนำเสนอเนื้อหาสาระที่สำคัญ ผลลัพธ์จากการประชุม ความก้าวหน้าในประเด็นหารือต่าง ๆ รวมถึงทิศทางการหารือ แนวทางการดำเนินงานของโลก และพันธกรณีของรัฐภาคี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบ สร้างความเข้าใจร่วมกันในวงกว้าง และนำไปสู่การบูรณาการร่วมกันต่อไป รวมถึงเป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนแนวคิดต่อทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

ปลัดทส. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้กระทรวงทรัพยากรฯ ต้องขอขอบคุณองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และโครงการสปาร์ค (Supporting Preparedness for Article 6 Cooperation: SPAR6C) โดยการสนับสนุนจากกองทุน International Climate Initiative (IKI) ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ที่มาร่วมวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โอกาส และข้อเสนอแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน