วันที่ 23 พ.ย.2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมจำนวน 20 รูป ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2566 ตามประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ลงวันที่ 22 พ.ย. 2566 และลงวันที่ 5 ก.ย. 2567 นั้น

บัดนี้ กรรมการมหาเถรสมาคมดังกล่าวจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 9 ธ.ค. 2568 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 ตรี มาตรา 12 มาตรา 14 และมาตรา 15 ทวิ แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมจำนวน 20 รูป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ย. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

สำหรับรายชื่อกรรมการมหาเถรสมาคมที่ทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งใหม่จำนวน 6 รูปนั้น

มี “พระพรหมวัชรสุทธาจารย์” (ทองดี ฐิตายุโก) วัดอาวุธวิกสิตาราม เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ด้วย

มุ่งมั่นในการพัฒนาพระอารามควบคู่ไปกับการส่งเสริมสนับสนุนบุคลากรด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม การปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ปัจจุบัน สิริอายุ 90 ปี พรรษา 70 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม และกรรมการมหาเถรสมาคม

มีนามเดิม ทองดี สู่เสน เกิดเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2476 ที่บ้านเลขที่ 9 ต.ชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี บิดา-มารดาชื่อ นายแก้ว และนางแสน สู่เสน

อายุ 14 ปี เข้าพิธีบรรพชาที่วัดทุ่งศรีวิไล ต.ชีทวน มี พระครูคัมภีรวุฒาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

ปรนนิบัติอุปัฏฐากรับใช้พระครูคัมภีรวุฒาจารย์ และเรียนภาษาขอม อักษรธรรม จนสามารถอ่านออกเขียนได้

ด้วยความเป็นผู้มีอุปนิสัยใฝ่ศึกษาหาความรู้และพัฒนาขัดเกลาตนเอง ต่อมาได้ไปเรียนต่อในระดับนักธรรมชั้นโท และระดับมัธยมศึกษาในตัวเมืองอุบลราชธานี สังกัดวัดสุทัศนาราม สอบได้นักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอกตามลำดับ

อายุ 21 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสุทัศนาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี มีพระศรีธรรมวงศาจารย์ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสังวรศีลขันธ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูใบฎีกานิล เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เนื่องจากยังใฝ่ใจการศึกษาอยู่ พ.ศ.2498 จึงขอคำปรึกษาจากพระครูสังวรศีลขันธ์ ซึ่งได้รับคำแนะนำให้ไปอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นสูงต่อไป

พ.ศ.2503 สอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์

ต่อมาตัดสินใจย้ายไปจำพรรษาที่วัดสัมประทวน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม แต่อยู่ได้เพียงไม่นานก็ย้ายกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม

อนึ่ง ขณะอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้รับภาระในงานสำคัญต่างๆ เป็นอันมาก อีกทั้งยังช่วยเจ้าอาวาสพัฒนาวัดอาวุธวิกสิตารามให้รุ่งเรืองมาโดยลำดับ

ต่อมามีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการศึกษาทั้งภายในวัดอาวุธวิกสิตารามและคณะสงฆ์ส่วนกลาง

ระหว่างปีพ.ศ.2530 ได้เห็นความลำบากของพระภิกษุสามเณรวัดอาวุธวิกสิตารามที่ต้องเดินทางไปศึกษาในสำนักเรียนแห่งอื่น จึงมีความดำริร่วมกับเจ้าอาวาสเพื่อจัดตั้งสำนักศึกษาและขอยกฐานะจากสำนักศึกษาเป็นสำนักเรียนจนเป็นผลสำเร็จ

ถือเป็นพระนักการศึกษาที่บริหารจัดการการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมได้อย่างลงตัว

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2542 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระมงคลธรรมวัฒน์ พ.ศ.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชปริยัติวิมล

พ.ศ.2552 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพปัญญามุนี

วันที่ 15 พ.ย.2565 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในราชทินนามที่ พระธรรมวชิรสุธี

วันที่ 3 ก.ค.2567 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ พระพรหมวัชรสุทธาจารย์

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2520 เป็นรองเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม พ.ศ.2538 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2542 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม

พ.ศ.2564 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธ)

ล่าสุดพ.ศ.2568 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

ผลงานและเกียรติคุณที่ปรากฏทำให้เป็นที่ไว้วางใจของพระสังฆาธิการชั้นผู้ใหญ่และเป็นที่เคารพนับถือของคณะสงฆ์ผู้ใต้ปกครอง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน