เมืองแพร่เป็นเมืองเก่าแก่ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองแพร่มีวัดวาอารามที่มีอายุหลายร้อยปีจำนวนมากมาย
“วัดพงษ์สุนันท์” เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีอายุมากกว่าพันปี
ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนคำลือ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ.2499

สร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ.1472 เป็นวัดสร้างขึ้นลำดับที่ 7 ของจังหวัดแพร่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าพรหม ซึ่งเป็นกษัตริย์ไทยองค์แรกที่ทรงกู้เอกราชได้จากขอม และได้ตั้งอาณาจักรไทยขึ้นใหม่ เมื่อราว พ.ศ.1400 ก่อนอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งเป็นยุคสร้างบ้านแปงเมือง

พ.ศ.1524 ขอมส่งกองทัพหลายหมื่นคนเข้ารุกรานอาณาจักรโยนกและเชียงแสน เข้าตีเมืองต่างๆ พร้อมกัน พลรัฐนคร (แพร่) ก็ถูกกองทหารขอมโจมตี และเข้าทำลายเมืองได้เผาวัดวาอาราม ลอกเอาทองคำที่หุ้มพระพุทธรูปและเจดีย์ไปเป็นจำนวนมาก วัดต่างๆ ในพลรัฐนครได้ถูกทำลายยับเยิน จนกลายเป็นวัดร้างไประยะหนึ่ง รวมถึงวัดพงษ์สุนันท์ด้วย

พ.ศ.1559 ท้าววังสุพลรวบรวมผู้คนเมืองพลเข้ามาโจมตีขับไล่ทหารขอมแตกพ่ายหนีไปจนหมดสิ้น แล้วสร้างเมืองบูรณะซ่อมแซมวัดขึ้นใหม่ ต่อมาขอมส่งกำลังมายึดอาณาจักรโยนก เชียงแสน และล้านนาอีกครั้งแล้วได้เปลี่ยนชื่อเมืองพล หรือพลรัฐนคร เป็นเมือง โกศัย หรือโกศัยนคร และวัดต่างๆ ก็ถูกทำลายลงอีกครั้งในปี พ.ศ.1650 ทำให้วัดพงษ์สุนันท์กลายเป็นวัดร้าง

ระหว่างปี พ.ศ.1984-2030 ซึ่งเป็นสมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งล้านนา ผู้ครองนครเชียงใหม่ ทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยา ได้มาตั้งทัพที่เมืองแพร่เป็นเวลานานหลายปี เมืองแพร่กลายเป็นสนามรบและเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ ล้านนาและกรุงศรีอยุธยาต่างก็จะยึดครอง กว่าสงครามจะสงบเมืองแพร่ก็ถูกทำลายลงอีกครั้ง

พระเจ้าติโลกราชทรงโปรดปรานด้านศาสนาได้สร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา-สุโขทัย ให้พระนางหอมมุกข์ พระสนมเอก นำมาประดิษฐานไว้ในอุโบสถวัดพงษ์สุนันท์

พ.ศ.2101 พระเจ้าบุเรงนอง แห่งพม่ายกกองทัพมาโจมตีอาณาจักรล้านนา ส่งกองทัพเข้าตีทุกหัวเมือง เมืองแพร่ถูกพม่าเผาเมืองและวัดวาอารามต่างๆ รวมทั้งวัดพงษ์สุนันท์ด้วย นับแต่นั้นมาเมืองแพร่ยังคงมีศึกสงครามและเกิดภัยธรรมชาติต่างๆ จึงทำให้วัดพงษ์สุนันท์เป็นวัดร้างอีกครั้ง

จนถึงปี พ.ศ.2460 มีผู้ไปพบวัดร้างอยู่ในป่าโปร่งชาวบ้านเรียกว่า “ปง” ซึ่งเรียกวัดนี้ว่า “วัดปงสนุก” หรือบางครั้งก็เรียกสั้นๆ ว่า “วัดสีนุ้ก”

เมื่อปี พ.ศ.2472 ผนังวิหารได้พังทลายลงมาเพราะเกิดน้ำท่วม ทำสังฆกรรมไม่ได้หลายปี หลวงพงษ์พิบูลย์ (พรหมวงศ์พระถาง) และภรรยาของท่าน คือ เจ้าสุนันตา มหายศปัญญา จึงได้เป็นผู้นำในการก่อสร้างวิหารใหม่ และพระมหาโกศล อัคควีโร เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพงษ์สุนันท์” ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์จากเจ้าไข่มุกต์ และเจ้าทองด้วงวงศ์บุรี ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของหลวงพงษ์พิบูลย์และแม่เจ้าสุนันตาวงศ์บุรี ร่วมกับคณะศรัทธาทั่วไปอุปถัมภ์วัดนี้

ปัจจุบันพระปลัดศักดิธัช สังวโร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพงษ์สุนันท์
วัดพงษ์สุนันท์ เป็นแหล่งเรียนรู้น่าศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ล้านนาไทย ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ชื่อว่า “พระเจ้าแสนสุข” มีอายุราว 568 ปี เสนาสนะภายในบริเวณวัดมีพระนอนองค์ใหญ่สีทองอร่าม ซุ้มประตูมงคล 19 ยอด มีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธรูปเก่าแก่สวยงาม

นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีวิหารแก้วองค์พระธาตุเจดีย์ 108 ยอดที่เป็นวิหารสีขาว ทั้งหลัง มีความหมายทางพุทธศาสนา คือ บูชาพระพุทธคุณ โดยวิหารหลังนี้มีพระธาตุเจดีย์ทั้งหมด 108 องค์ ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงลูกแก้วทั้งหมด 108 ลูก เมื่อมองลูกแก้วสามารถเห็น “วิหารแก้วองค์พระธาตุเจดีย์ 108 ยอดกลับหัว” สวยงามและน่าอัศจรรย์มาก

ยังมีพระธาตุหนองเต่าคำ พญาเต่า ใต้ท้องพญาเต่ามีพระอุปคุต ซึ่งโบราณสถานในวัดล้วนแล้วแต่มีปริศนาธรรมทั้งสิ้น

ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ นามว่า “พระสุรัสวดีประทานพร” และองค์เล็กที่ทำจากไม้ขนุนทั้งองค์ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธรูปในจังหวัดแพร่ ปีนักษัตร เป็นต้น ส่วนในองค์พระธาตุเจดีย์บรรจุ “พระสกุลดำคูณ”

หากมีโอกาสมาเยือนเมืองแพร่แวะเข้าเยี่ยมชมความสวยงามศิลปวัฒนธรรมโบราณของวัดพงษ์สุนันท์ได้