วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นประธานในการบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในวาระ 129 ปี นับแต่วันประสูติ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ประสูติเมื่อวันพุธที่ 2 มีนาคม 2440 ทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และองค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธ ยุคที่ 4 เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระอุปัชฌายะของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน เสด็จสถิตที่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพุทธศักราช 2517 สิ้นพระชนม์ เมื่อวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2531

ตลอดพระชนม์ชีพ ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อการพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และประเทศชาติ เป็นอเนกประการ ทรงพระปรีชาสามารถพิเศษด้านการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง มีผลงานพระนิพนธ์มากมายหลายสิบหัวเรื่อง ทั้งยังโปรดทรงบำเพ็ญพระกุศลสาธารณสงเคราะห์ ทรงสร้างและทรงอุปถัมภ์กิจการของวัด สำนักเรียนพระปริยัติธรรม มหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานสงเคราะห์เป็นจำนวนมาก



ทั้งยังโปรดประทานกำเนิด “มูลนิธิสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ในพระสังฆราชูปถัมภ์” ให้เป็นองค์กรซึ่งทำหน้าที่สืบสานพระกรณียกิจด้านการสังคมสงเคราะห์แทนพระองค์ แม้เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ตาม
จากนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระวโรกาสให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ นำผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา โรงเรียน สำนักเรียนพระปริยัติธรรม โรงพยาบาล และองค์กรสาธารณกุศล จำนวน 50 แห่ง เฝ้ารับประทานทุนมูลนิธิ

โอกาสนี้ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า
“เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอุปัชฌายะของอาตมภาพ มีพระอัธยาศัยโปรดการบำเพ็ญพระกุศลสาธารณสงเคราะห์ ด้วยน้ำพระทัยเมตตาเอื้ออารี การอันใดจะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และประชาชน การอันนั้นจะทรงยินดีบำเพ็ญด้วยความเบิกบานพระหฤทัย แม้พระองค์จะเสด็จสิ้นพระชนม์ไป แต่มูลนิธิที่พระองค์ ได้ประทานกำเนิดไว้ ก็ยังคงสืบสาน พระปณิธานอยู่ เสมือนว่าพระองค์ยังเสด็จสถิตอยู่กับเราทั้งหลายตลอดเวลา


ท่านทั้งหลายมารับทุนมูลนิธิ ต่อเบื้องหน้าพระอัฐิในวันนี้ ก็เป็นการปฏิบัติประหนึ่งสมัยยังทรงดำรงพระชนม์ จึงขอทุกท่านร่วมกันน้อมจิตน้อมใจ รำลึกถึงพระเดชพระคุณของพระองค์ แล้วมุ่งมั่นบำเพ็ญกรณียกิจ ตามหน้าที่ของตน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ วิริยอุตสาหะ และกตัญญู ถวายเป็นเครื่องบูชาสนองพระเดชพระคุณ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและพระศาสนาสืบไป”