พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เชิญผ้าไตรและเครื่องสังฆทานพระราชทาน ไปถวายแด่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน โดยมี นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ, นายณรงค์วิทย์ พบพาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชน ร่วมพิธี เมื่อเร็วๆ นี้ ที่พระอุโบสถวัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
โอกาสนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมได้จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคำถวายผ้าไตรและเครื่องสังฆทานพระราชทาน พร้อมประเคนผ้าไตรและเครื่องสังฆทานพระราชทานถวายแด่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนา และประธานในพิธีกรวดน้ำ รับพรตามลำดับ
กล่าวได้ว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาแห่งยุคปัจจุบันที่ได้รับความเคารพนับถือและยอมรับอย่างกว้างขวางจากชาวไทยและชาวโลก ทั้งจากชาวพุทธและผู้ที่นับถือศาสนาอื่น
เป็นพระสงฆ์ที่ทำคุณประโยชน์ต่อวงการพระพุทธศาสนา และสังคมของมวลมนุษย์อย่างหาที่เปรียบได้ยาก

ปัจจุบัน สิริอายุ 88 ปี พรรษา 65
มีนามเดิมว่า ประยุทธ์ อารยางกูร เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2481 ที่ตลาดศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บิดา-มารดาชื่อ นายสำราญ และนางชุนกี อารยางกูร เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวน 9 คน
เมื่อจบชั้นประถมศึกษาโยมบิดาพาไปจังหวัดพระนครเพื่อเข้าศึกษาต่อโรงเรียนมัธยมที่โรงเรียนวัดปทุมคงคา แต่พำนักอยู่ที่วัดพระพิเรนทร์
ได้รับทุนเรียนดีของกระทรวงศึกษาธิการเป็นประจำ แต่ด้วยสุขภาพไม่ดี เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลับไปบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ โดยมีพระครูเมธีธรรมสาร เป็นพระอุปัชฌาย์

จากนั้นได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม พ.ศ.2496 ได้ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดพระพิเรนทร์ สามารถสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคขณะเป็นสามเณร เป็นรูปที่ 2 แห่งรัชกาลที่ 9
จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์อุปสมบทเป็นพระภิกษุในฐานะนาคหลวง เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2504 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดเบญจมบพิตรฯ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายานามว่า ปยุตฺโต อันมีความหมายว่า ผู้เชี่ยวชาญวิทยาการ
ภายหลังอุปสมบทมุ่งมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม พ.ศ.2505 สำเร็จการศึกษาปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
อุทิศตนให้กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งด้านการบรรยาย ทางวิชาการ การแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดจนงานด้านนิพนธ์ เอกสารวิชาการ และตำราจำนวนมากทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ

ท่านศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก และพระคัมภีร์ชั้นรองอื่นๆ เสมอมา พร้อมทั้งศึกษาค้นคว้าศาสตร์ต่างๆ ทางโลกทั้งมนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์
จนมีความรู้อย่างแตกฉานลึกซึ้ง สามารถแต่งตำรา และบรรยายทั้งหลักพระพุทธศาสนาโดยตรง และพระพุทธศาสนาประยุกต์ กับวิชาการต่างๆ ทางโลกแทบทุกสาขา ดังปรากฏหลักฐานจากการแต่งหนังสือกว่า 312 เรื่อง
โดยเฉพาะหนังสือ “พุทธธรรม” ซึ่งถือเป็นผลงานเพชรน้ำเอก
อีกทั้งยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติมากมาย อาทิ รางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ พ.ศ.2537 จากยูเนสโก นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติให้รับรางวัลนี้

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2512 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระศรีวิสุทธิโมลี พ.ศ.2516 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชวรมุนี พ.ศ.2530 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระเทพเวที
พ.ศ.2536 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมปิฎก
พ.ศ.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นพรหมที่ พระพรหมคุณาภรณ์
พ.ศ.2559 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านมีอาการเจ็บป่วยต่างๆ นานามากมายหลายโรค แต่ไม่เป็นผลกระทบด้านจิตใจ ท่านยังคงทำงานทุกอย่างด้วยความตั้งใจ และความเพียรอย่างเข้มแข็ง
ที่ผ่านมา ท่านงดรับกิจนิมนต์ แม้แต่ภายในวัดก็ไม่ได้ออกมาร่วมพิธีทั่วไป เว้นแต่ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือในวาระจำเป็นจริงๆ เท่านั้น