วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2569 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อัคคชิโน) กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในฐานะอุปนายกสภามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านการเจริญสติ กรรมฐาน และประสาทวิทยาศาสตร์ เพื่อสุขภาวะตลอดช่วงชีวิต ระหว่างมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) พร้อมกล่าวสัมโมทนียกถาและร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้แทนจากทั้งสองมหาวิทยาลัยเข้าร่วมพิธี ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ (สมคิด จินตามโย) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวถวายรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ขอความร่วมมือ โดยมุ่งนำองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา การเจริญสติและกรรมฐาน บูรณาการกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และคุณธรรมจริยธรรม พร้อมทั้งยืนยันความพร้อมของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในการเป็นฐานสำคัญด้านองค์ความรู้กรรมฐาน การพัฒนาบุคลากร การฝึกอบรม และการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิชาการและผู้ปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน น.สพ.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงแนวทางการนำศักยภาพด้านการวิจัยและวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเจริญสติและกรรมฐาน ผ่านกระบวนการวิจัยแบบบูรณาการ การแลกเปลี่ยนนักวิจัย คณาจารย์ และบุคลากร ตลอดจนการจัดสัมมนา ฝึกอบรม และพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน เพื่อให้เกิดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในสถานศึกษา องค์กร และชุมชน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของประชาชนในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษา วัยทำงาน และผู้สูงอายุ

จากนั้น อธิการบดีทั้งสองมหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยง “ศาสตร์แห่งการพัฒนาจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา” กับ “ศาสตร์แห่งการศึกษาสมองและสุขภาวะด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์” ภายใต้กรอบความร่วมมือที่ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ การศึกษาวิจัยและพัฒนาโปรแกรมการเจริญสติและกรรมฐานการศึกษาด้านประสาทวิทยาศาสตร์และจิตสรีรวิทยา การวิจัยทางคลินิกและพฤติกรรมสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพและการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ การพัฒนาสุขภาวะในองค์กรและชุมชน ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและบริการส่งเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานของงานวิจัย

ความร่วมมือครั้งนี้มิได้มุ่งเพียงการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ หากยังมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติและการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้การเจริญสติและกรรมฐานได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถพัฒนาเป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาวะที่เหมาะสมกับประชาชนทุกช่วงวัย

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งในการบูรณาการจุดแข็งทางวิชาการร่วมกัน เพื่อยกระดับการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการสู่สังคม อันจะนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ และร่วมสร้างสังคมแห่งปัญญา คุณธรรม และสุขภาวะที่ยั่งยืนในอนาคต