วัดราชสิทธาราม หรือวัดพลับ เขตบางกอกใหญ่ เป็นพระอารามหลวงเก่าแก่แห่งหนึ่ง มีพระกรุพระเก่ายอดนิยมที่น่าสนใจ
ที่มีชื่อเสียงคือ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) เจ้าอาวาสรูปแรก

รวมทั้ง พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) เจ้าอาวาสรูปที่ 16 (พ.ศ.2458-2470) เป็นพระเถระที่เชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมฐาน และสร้างพระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังอย่างยิ่ง
เกิดที่บ้าน ต.เกาะท่าพระ อ.บางกอกใหญ่ จ.ธนบุรี เมื่อวันพุธที่ 16 พ.ย.2396 ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ตรงกับปีฉลู จ.ศ.1215
ช่วงเยาว์วัย บรรพชาในสำนักพระสังวรานุวงษ์เถร (เมฆ) และศึกษาเล่าเรียนในสำนักนี้ตลอดมา
อายุ 21 ปีเข้าอุปสมบท มีพระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดโต และพระสมุห์กลัด เป็นคู่กรรมวาจาจารย์ ศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่หลายปี แต่ไม่เคยสมัครเข้าสอบไล่หรือบาลีในสนามหลวง

เมื่อแตกฉานแล้วจึงหันมาเรียนและขึ้นกรรมฐานกับพระอุปัชฌาย์ เริ่มจากวิชาธรรมกายจนถึงถอดรูปได้ เรียนอยู่นานจนพระอุปัชฌาย์เชื่อมือ และได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งหมด จนกระทั่งปี พ.ศ.2422 ได้เป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรมของพระสังวรานุวงษ์เถร (เมฆ)
หลังพระอุปัชฌาย์มรณภาพ ก็รับหน้าที่เป็นพระอาจารย์สอนและบอกกรรมฐานพระเณรและคฤหัสถ์ทั่วไป และมีโอกาสได้ออกไปรุกขมูลและถือธุดงค์บ่อยครั้ง สถานที่ที่ท่านชอบไปคือแถบพระพุทธบาทห้ารอย จ.เชียงราย ไปจนถึงเมืองหงสาวดีและย่างกุ้ง ในประเทศพม่า
ถึงปี พ.ศ.2431 เลื่อนเป็นพระสมุห์ฐานานุกรมในพระสังวรานุวงศ์ (เอี่ยม)

ต่อมาในปี พ.ศ.2451 ได้รับพระราชทานเลื่อนเป็นพระราชาคณะที่พระสังวรานุวงศ์เถร ได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระมงคลเทพมุนี (เอี่ยม) รับพระราชทานนิตยภัตเพิ่มอีกเดือนละสามตำลึง เสมอด้วยชั้นราช รุ่งขึ้นอีกปีได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เพิ่มนิตยภัตขึ้นอีกเดือนละสองบาท รวมเป็นสามตำลึงครึ่ง
นอกจากนี้เป็นพระอาจารย์ของพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญทางฝั่งธนบุรีหลายรูป เช่น หลวงปู่นาค วัดระฆัง, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เป็นต้น
ครองวัดราชสิทธารามอยู่นาน 12 ปี มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2470 รวมอายุได้ 74 ปี
วัตถุมงคล “เจ้าคุณสังวรา (ชุ่ม)” สร้างไว้มีด้วยกันหลายอย่าง เช่น ตะกรุดสามกษัตริย์, พระพิมพ์เล็บมือ หรือพิมพ์ซุ้มกอ เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา, พระพิมพ์ห้าเหลี่ยม เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา และเนื้อสำริด, พระพิมพ์สองหน้า เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา เป็นต้น
แต่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงคือ เครื่องราง “น้ำเต้ากันไฟ”

น้ำเต้า หรือภาษาจีนเรียก “หูหลู” นับเป็นหนึ่งในของวิเศษของบรรดาเซียนใหญ่ของชาวจีน เชื่อกันว่าข้างในบรรจุน้ำทิพย์แห่งความเป็นอมตะไว้ ชาวจีนจึงถือเป็นสัญลักษณ์มงคล ดังนั้น การแขวนน้ำเต้าจึงมีความหมายถึงการเก็บกักความเคราะห์ร้ายไม่ให้มาเยือน ภายหลังนิยมทำเป็นเครื่องรางมงคล แขวนไว้ตามบ้านเรือน ร้านค้า เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลต่างๆ ทั้งยังดูดโชคลาภและความสิริมงคลเข้ามาได้ด้วย
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าถ้าแขวนน้ำเต้าไว้ในตำแหน่งสุขภาพ จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย
น้ำเต้ากันไฟ เจ้าคุณสังวรา (ชุ่ม) ได้วิชามาขณะที่ออกธุดงค์ โดยได้ไปพบศาลาพักร้อนกลางป่าหลังหนึ่ง ซึ่งโดยรอบศาลาถูกไฟไหม้เสียหายไปทั้งหมด แต่ตัวศาลากลับไม่ได้รับความเสียหาย เมื่อเดินดูรอบๆ พบบริเวณอกไก่มีน้ำเต้าแขวนไว้ลูกหนึ่ง เมื่อเทออกดูพบคาถากันไฟบทหนึ่งบรรจุอยู่ภายใน จึงได้นำติดตัวกลับมาด้วย ภายหลังวกกลับไปพบว่าศาลาดังกล่าวถูกไฟป่าไหม้เสียหายหมด เป็นที่อัศจรรย์ เมื่อประจักษ์ในอภินิหารเช่นนั้น ท่านจึงได้สร้างน้ำเต้า บรรจุคาถาแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์จนเป็นที่เลื่องลือ

น้ำเต้าที่เลือกจะเลือกเอาแต่ผลที่มีลักษณะตรงตามตำราบ่งบอกไว้ และต้องแก่จัดมากๆ เอามาควักเนื้อในและเม็ดออกให้หมด แล้วจึงลงอักขระเลขยันต์และปลุกเสกตามสูตรโบราณ
การสร้างน้ำเต้ากันไฟให้ถูกต้องตามแบบโบราณนั้นสร้างยากมาก นับตั้งแต่หาวัสดุจนถึงขั้นตอนการปลุกเสก นอกจากนี้ บางลูกก็มีการถักเชือกและลงรักปิดทองไว้ บางลูกก็ไม่มี ไม่เป็นที่แน่นอนเสมอไป แต่วงการพระเครื่องมักนิยมและเล่นหาแบบถักเชือกและลงรักมากกว่า
เป็นผลให้มีจำนวนน้อยมาก และได้รับความนิยมสูง