วันเสาร์ที่ 14 ก.ย.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 68 ปี มรณกาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม ฝั่งธนบุรี พระเถระนักประชาธิปไตยรูปหนึ่ง และมีความเฉียบแหลมในการดำเนินนโยบายอันเหมาะสมได้ทันสมัย หรือทันกับเหตุการณ์เสมอ

มีลูกศิษย์ลูกหานับไม่ถ้วน ทั้งที่เป็นสงฆ์และขุนนางชั้นสูงทั่วไป ไม่ว่าที่กรุงเทพฯ ธนบุรี หรือที่ชัยนาทบ้านเกิดของท่าน รวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ เกือบทั่วเมืองไทย

มีนามเดิมว่า นวม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ก.ค.2407 เป็นบุตรของหมื่นนรา (อินทร์) กับนางใย มีพี่น้องร่วมบิดากัน 8 คน ภูมิลำเนาอยู่บ้านวังแม่ลูกอ่อน อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

ศึกษาที่วัดโคกเข็ม จ.ชัยนาท อายุ 13 ปี จึงย้ายมาศึกษาที่วัดอนงคาราม บรรพชาในปี พ.ศ.2424 แล้วศึกษาต่อจนถึงปี

พ.ศ.2428 เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร โดยมีพระครูเมธังกร เจ้าคณะอำเภอเมืองในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยธรวันและพระสมุห์เปรม เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า พุทฺธสโร

กลับมาอยู่จำพรรษาวัดอนงคาราม เพื่อศึกษาต่อ

อริยะโลกที่ 6

ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอาจารย์สยามปริยัติ ครูโรงเรียนวัดอนงคาราม ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลพิษณุโลก จนถึงวันที่ 9 ก.ย.2470 จึงได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นเจ้าคณะมณฑลพิษณุโลก

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2449 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระธรรมธราจารย์ พ.ศ.2463 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระรัชชมงคลมุนี พ.ศ.2468 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระมงคลเทพมุนี พ.ศ.2472 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระโพธิวงศาจารย์

พ.ศ.2484 เลื่อนเป็นพระราชาคณะเทียบชั้นเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญญวาสีที่ พระมหาโพธิวงศาจารย์

พ.ศ.2488 สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์

มีฝีมือในทางศิลปะ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้กำกับการบูรณะพระพุทธบาท จ.สระบุรี และแม้แต่การซ่อมสร้างในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดารามทุกครั้ง ก็มีส่วนร่วมเป็นกรรมการด้วย

คุณความสามารถในกิจการของสงฆ์ เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเอตทัคคะในทางนี้อย่างดียิ่ง ดังในปี 2484 ภายหลังที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ประกาศ ใช้แล้ว สมเด็จได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสังฆสภา และยังเป็นสังฆมนตรีว่าการสาธารณูปการ

เหนือสิ่งอื่นใดในวงการศึกษา คือ นับเป็นปรมาจารย์แห่งโรงเรียนราษฎร์ทั้งปวง

ในปี พ.ศ.2432 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การศึกษาของไทยยังถูกทอดทิ้งให้เล่าเรียนกันตามวัด พออ่านออกเขียนได้และบวกเลขเป็น ก็สามารถที่จะออกมาประกอบอาชีพส่วนตัว หรือเข้ารับราชการได้นั้น

เปิดโรงเรียนขึ้นที่กุฏิของท่านที่วัดอนงคาราม ขณะที่ยังเป็นพระอันดับ เรียกกันว่าท่านอาจารย์นวม โดยเป็นครูคนเดียวในโรงเรียน มีลูกศิษย์ทั้งสิ้น 9 คน ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ จะเรียกเป็นโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกของประเทศไทยก็ว่าได้

หลักสูตรที่สอนในขณะนั้น นอกจากการศึกษาภาษาไทยเป็นพื้นทั่วไปแล้ว ก็มีวิชาคำนวณและจรรยามารยาทของผู้ดีรวมอยู่ด้วย ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตัวท่านอาจารย์ใหญ่และลูกศิษย์ลูกหา ก็คือ วิชาลูกคิด ซึ่งเป็นเลิศโดยศึกษามาตั้งแต่ยังไม่ได้บวชเป็นเณร

หลังเรียนจบหลักสูตร ศิษย์รุ่นแรก ที่จบจากโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกนี้ ได้เป็นข้าราชการตามกระทรวงหมด จึงมีผู้เห็นผลจากการศึกษาที่โรงเรียนที่เปิดสอน

รัชกาลที่ 5 เมื่อทรงทราบว่ามีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนราษฎร์ ก็นิมนต์ให้มาเฝ้าฯ เพื่ออยากจะทอดพระเนตรตัวจริง ทรงชมเชยว่ามีคุณูปการแก่ชาติ

แม้จะได้วางมือจากภารกิจต่างๆ เมื่อชราภาพ แต่โดยหน้าที่สังฆสมาชิก และสังฆมนตรีว่าการสาธารณูปการ

กระทั่งวาระสุดท้ายแห่งอายุขัย เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2499 จึงมรณภาพด้วยอาการสงบ

สิริอายุ 92 ปี พรรษา 72

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน