นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเปิดงานประจำปี พิธีกวนข้าวทิพย์และสืบสานประเพณีมอญโบราณ พร้อมด้วย ผศ.ศศิธร จันทมฤก นายกเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี, นายศรัณย์ เกตุทอง นายอำเภอสามโคก, นายปราณสุวีร์ อาวอร่ามรัศมิ์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการ เหล่าข้าราชการ ทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน ร่วมประกอบพิธี

มี พระราชสุทธิธรรมาจารย์ (สำอางค์ ตานทินโน) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเจ้าอาวาสวัดประยูรธรรมาราม เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ และได้รับความเมตตาจาก พระธรรมรัตนาภรณ์ (สมศักดิ์ โชตินธโร) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง เป็นประธานนำพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 14 รูป เจริญพระพุทธมนต์และเจริญชัยมงคลคาถา และ พระครูขันติธรรมรัต (จักรกฤษณ์ ขันติโก) เจ้าอาวาสวัดตระพัง คอยดูแลและอำนวยความสะดวก

ประเพณีกวนข้าวทิพย์ เป็นพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ที่สอดแทรกเข้ามาในพิธีกรรมของพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นพระราชพิธีที่กระทำกันในเดือนสิบ มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีและได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 และเลิกไป ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา
ปัจจุบันนิยมทำกันในทุกภาคของประเทศไทย โดยภาคกลางนิยมจัดทำกันในวันวิสาขบูชา แต่ในภาคอีสานนิยมทำกันในวันก่อนออกพรรษาหนึ่งวัน คือ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งประเพณีกวนข้าวทิพย์ แม้จะเป็นพิธีการของพราหมณ์ แต่ประยุกต์กับวิถีพุทธได้อย่างลงตัวสามารถเสริมศรัทธา การเสียสละ ความสามัคคีในชุมชนได้อย่างดี จึงเห็นสมควรที่คนรุ่นหลังจะช่วยกันหนุนเสริมให้มรดกแห่งปัญญาธรรมนี้ควรอยู่สืบไป

จากความเชื่อในครั้งพุทธกาลที่นางสุชาดาปรุงข้าวมธุปายาสถวายพระพุทธองค์ ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือกันว่าข้าวมธุปายาสเป็นของทิพย์ของวิเศษ เมื่อทำขึ้นจึงเรียกว่า ข้าวทิพย์ ชาวบ้านจะพร้อมใจกันทำในเทศกาลออกพรรษา ถวายพระสงฆ์เพื่อเป็นการสักการบูชา ถ้าใครได้รับประทานจะเป็นสิริมงคลกับตนเอง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ การกวนข้าวทิพย์ต้องอาศัยแรงศรัทธา แรงใจ ความสามัคคีพร้อมเพรียงกันจากชาวบ้าน จึงจะสำเร็จลงได้ มูลเหตุที่ทำในวันออกพรรษา เพื่อถวายเป็นเครื่องสักการบูชาและรับเสด็จพระพุทธองค์ที่เสด็จจากจำพรรษาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ทั้งนี้ในแต่ละท้องที่ของภูมิภาค มีพิธีในการกวนข้าวทิพย์คล้ายคลึงกัน โดยสามารถสรุปได้ว่า เริ่มแรกจะมีการจัดโต๊ะหมู่บูชา บริเวณที่จะกวนข้าวทิพย์อาจจะทำเป็นปะรำพิธี โดยโยงด้านสายสิญจน์จากพระพุทธรูปมายังปะรำพิธี ซึ่งวงด้านสายสิญจน์เป็นสี่เหลี่ยม มุมทั้งสี่ตั้งฉัตร 69 ชั้น ขันหมากเบ็งเป็นเครื่องสักการบูชา วัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบสำคัญซึ่งใช้ในการกวนข้าวทิพย์ที่ชาวบ้านนำมารวมเตรียมไว้จะประกอบด้วยน้ำนมข้าว, ถั่วทุกชนิด และพืชหรือผลผลิตจากพืชทุกชนิดที่ใช้ทำขนมได้ นำมากวนรวมกันเป็นข้าวทิพย์ กวนโดยพรหมจารี ระหว่างกวนพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เมื่อเสร็จแล้วนำไปถวายพระสงฆ์ และให้ประชาชนรับประทานข้าวทิพย์กัน
สำหรับวัดตระพัง พระครูขันติธรรมรัต เจ้าอาวาสวัดตระพัง จัดงานบุญประจำปี 2568 สืบสานประเพณีโบราณ โดยมีพิธีเปิดลานบุญต่างๆ และการแสดง ความบันเทิง ร้านค้ามากมาย และจัดพิธีกวนข้าวทิพย์ (ข้าวมธุปายาส) เพื่อเป็นการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของชาวพุทธ และความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ตามความเชื่อว่า ข้าวทิพย์ คือ ข้าวมธุปายาส ที่นางสุชาดาเตรียมไว้เพื่อจะนำไปบวงสรวงเทวดา ระหว่างทางได้พบเจ้าชายสิทธัตถะนั่งสงบนิ่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ทั้งปวง

นางสุชาดาเห็นพระองค์มีรัศมีกายเปล่งปลั่ง จึงเกิดความเลื่อมใส และคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส หลังจากพระองค์ได้เสวยข้าวมธุปายาสจนมีพระกำลังแข็งแรงดีขึ้น ก็ทรงทำความเพียรทางจิตต่อไปจนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันพุธขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศก 45 ปี ส่วนนางสุชาดา เมื่อตายไปก็ได้เกิดบนสวรรค์ เพราะได้ถวายข้าวมธุปายาสแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทำให้พุทธศาสนิกชนเชื่อว่าถ้าได้ปรุงข้าวมธุปายาสถวาย พระสาวกของพระพุทธเจ้าก็จะได้บุญมากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นพรัตน์ คุ้มศรี