วันที่ 3 มี.ค.2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดสถาปนา พระธรรมโพธิวงศ์ ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ ศาสนวิเทศธำรงวรกิจ นิวิฐสีลาจารคุณ อดุลสังคหธรรมดิลก สาธกธรรมวิจิตร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป

เป็นพระเถระที่จำพรรษาอยู่ในประเทศอินเดียและเนปาลอย่างยาวนาน ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูตไทยในดินแดนเอเชียกลางอันกว้างใหญ่ เผยแผ่พระพุทธศาสนาท่ามกลางเจ้าลัทธิความเชื่อมากมาย
ปัจจุบัน สิริอายุ 70 ปี พรรษา 50 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล
มีนามเดิมว่า วีรยุทธ ประชุมสอน เกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2497 ที่บ้านหินกอง ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น บิดา-มารดา ชื่อ นายชุน และนางส้อน ประชุมสอน
ต่อมาครอบครัวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เข้าพิธีบรรพชา เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2512
กระทั่งอายุครบบวช เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2518 ที่วัดอัปสรสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ มีพระธีรสารมุนี (สุไชย ธีรสาโร) เจ้าอาวาสวัดอัปสรสวรรค์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูกิตติวรวัตร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์สุวัจน์ สุวโจ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายา “วีรยุทโธ”
สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม สำเร็จนักธรรมชั้นตรี โทและเอก
ต่อมาย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร มุ่งมั่นศึกษาจนสอบได้ประกาศนียบัตรพิเศษวิชาการศึกษา (พ.กศ.) ปริญญาบัณฑิต (B.A.) สาขารัฐศาสตร์ ปริญญามหาบัณฑิต (M.A.) สาขาพระพุทธศาสนา และปริญญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.) สาขาพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย
สนองงานคณะสงฆ์วัดมหาธาตุฯ อาทิ กองงานเลขานุการ เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร, กรรมการศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย, กรรมการมูลนิธิวัดไทยพุทธคยา, วิทยากรอบรมพระธรรมทูต สายต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ฝ่ายจัดการสัมมนาโครงการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นต้น
ได้รับการยกย่องเกียรติคุณอย่างต่อเนื่องว่า เป็นศิษย์ของพระสุเมธาธิบดี อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เข้ามาประเทศอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.2524 เพื่อแสวงบุญเพิ่มพูนศรัทธา หาวัตถุดิบไปใช้สอยไปทำงานพระศาสนา จึงตัดสินใจมาวัดไทยพุทธคยา เพื่อช่วยเหลืองานพระธรรมทูตพระสุเมธาธิบดี เข้ามาอาสารับใช้ใกล้ชิดท่านเพื่อเรียนรู้งาน และศึกษาต่อปริญญาตรี
ยังได้รับการอบรมความรู้ วิธีการ ในการทำหน้าที่พระธรรมทูตจากพระสุเมธาธิบดี ซึ่งเป็นผู้ปลูกฝังอุดมการณ์ปฏิบัติงานในฐานะพระธรรมทูตอย่างมีระเบียบแบบแผน
กระทั่ง พระสุเมธาธิบดี ละสังขาร งานหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย ถูกส่งไม้รับต่อช่วงโดย “พระเทพโพธิวิเทศ” หรือ “หลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล” ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ก็คงยังช่วยรับสนองงานอย่างใกล้ชิด ช่วยให้งานเผยแผ่พระพุทธศาสนารุดหน้าและราบรื่นมาตลอด
ต่อมา พระเทพโพธิวิเทศ มรณภาพ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2554 งานในตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล จึงว่างลง
ในครั้งนั้น ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2554 พิจารณาเห็นชอบแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชรัตนรังษี
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2533 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสังฆกิจวิสุทธิ์ ในฐานานุกรมของพระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทัตตสุทธิ) พ.ศ.2543 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระวิเทศโพธิคุณ พ.ศ.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชในราชทินนามที่ พระราชรัตนรังษี
พ.ศ.2556 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพโพธิวิเทศ พ.ศ.2559 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมโพธิวงศ์
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2568 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ พระพรหมวชิรโพธิวงศ์
กล่าวได้ว่า เป็นผู้ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการอำนวยความสะดวกในการแสวงบุญ จนได้รับความเชื่อมั่นจากชาวพุทธทั่วโลก ตามเส้นทางสังเวชนียสถานในแดนพุทธภูมิ