เมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

ประทานพระวโรกาสให้ พระธรรมวชิรจินดาภรณ์ (สมคิด จินตามโย) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นำคณะเจ้าภาพบรรพชาสามเณร ในโครงการบรรพชาศาสนทายาท เฝ้ารับประทานผ้าไตรและบาตร เพื่อเชิญไปประกอบพิธีบรรพชา ถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 98 พรรษา 26 มิถุนายน 2568 เป็นการเพิ่มพูนเป็นศาสนทายาท และเปิดโอกาสทางการศึกษา ให้สามเณรได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จังหวัดเลย

โครงการบรรพชาศาสนทายาทนี้ จัดให้มีกุลบุตรเข้ารับการบรรพชาปีละ 30 ถึง 40 คน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นโครงการต่อเนื่องที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ นับถึงปีนี้เป็นปีที่ 5

เมื่อเข้าพิธีบรรพชา ณ วัดตรีสวัสดิ์วนาราม อ.ด่านซ้าย จ.เลย ในวันที่ 17 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2568 แล้ว สามเณรจะเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรต่อไป
โอกาสนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า

“สามเณร คือเหล่ากอของ ‘สมณะ’ ซึ่งแปลว่าผู้สงบระงับจากอกุศลแล้ว สามเณรจึงมีหน้าที่รักษาศีลทั้ง 10 ข้อไว้ให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ เพื่อเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้เกิดสมาธิและปัญญา อันเป็นวิถีทางที่สงบระงับจากอกุศลตามหลักพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของเด็กย่อมมีความซุกซน เอาแต่ใจ หรือเบื่อหน่ายเกียจคร้าน มากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกันตามแต่ละบุคคล ซึ่งผ่านการสั่งสมอบรมมามากน้อยไม่เท่ากัน เป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงขอฝากคติสั้นๆ ไว้ข้อเดียว เป็นการปฐมนิเทศเบื้องต้นไว้ ณ ที่นี้ว่า เมื่อจัดการให้สามเณรครองผ้ากาสาวพัสตร์ ถึงพระไตรสรณคมน์ สมาทานสิกขาบท 10 เรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยคนนั้นย่อมกลายเป็นนักบวช ดำรงสถานะเป็นบรรพชิต จึงต้องทำให้สามเณรมีสำนึกตระหนักอยู่เสมอว่า ‘อสญฺญโต ปพฺพชิโต น สาธุ.’ แปลความว่า ‘บรรพชิตผู้ไม่สำรวม ไม่ดี’
ธรรมชาติของทุกชีวิตย่อมปรารถนาความดี ต้องการเป็นคนดี แต่จะดีได้อย่างไร ขึ้นกับผู้ใหญ่ที่ปกครองดูแล ที่จะฉลาดในการอบรมสั่งสอน จึงขอฝากท่านผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ดำเนินโครงการ ตลอดจนท่านเจ้าภาพผู้สนับสนุนโครงการ

จงเร่งหาหนทางบ่มเพาะเยาวชนผู้ร่วมโครงการ ให้เป็นผู้สงบ สำรวมระวัง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันนับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเจริญงอกงามในพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมยังความสำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งในการศึกษาเล่าเรียน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และการจะเป็นสมณะที่ดี ในพระศาสนานี้ต่อไปภายหน้า”