วัดชลประทานราชดำริ ตั้งอยู่เลขที่ 49 หมู่ที่ 11 บ้านกระทุ่ม ต.สูงเนิน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2535 โดย พระครูอินทวรคุณ หรือ หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต อดีตเจ้าอาวาสและพระเกจิชื่อดังเมืองบุรีรัมย์
ปัจจุบัน พระครูภาวนาสุตาภิรม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส

หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต
เมื่อวันเสาร์ที่ 31 พ.ค. และวันอาทิตย์ที่ 1 มิ.ย.2568 ครบรอบ 109 ปี ชาตกาล หลวงปู่ฤทธิ์ โดยทางวัดจัดพิธีฉลองสัญญาบัตร พัดยศ พระครูภาวนาสุตาภิรม วิ.(จร.ชอ.) เจ้าอาวาสวัดชลประทานราชดำริ รูปปัจจุบัน
ยังประกอบพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลเหรียญ รุ่นบูชาครู หลวงปู่ฤทธิ์ เพื่อมอบแด่ญาติโยมที่ร่วมทำบุญบริจาคสมทบทุนสร้างรูปหล่อหลวงปู่ฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์


ลักษณะเป็นเหรียญทรงใบเสมาห่วงตัน ด้านหน้าเป็นภาพซ้อนหรือที่เรียกกันว่าเหรียญพุทธซ้อน คือด้านหน้าเป็นภาพเหมือนของพระอาจารย์ปัญญา หรือพระครูภาวนาสุตาภิรม ส่วนภาพที่ซ้อนด้านหลังและอยู่เหนือขึ้นไปเป็นภาพหลวงปู่ฤทธิ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานราชดำริ ส่วนด้านล่างใต้ภาพเหมือนด้านขวาเขียนคำว่า หลวงปู่ฤทธิ์ และด้านซ้ายเขียนคำว่า พระอาจารย์ปัญญา
ด้านหลังเป็นอักขรยันต์ บริเวณด้านล่างเขียนว่า พ.ศ.๒๕๖๘ เป็นปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง และที่ขอบด้านล่างจากด้านซ้ายลงไปด้านขวามีตัวอักษร เขียนคำว่า วัดชลประทานราชดำริ ต.สูงเนิน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

จำนวนการสร้างประกอบด้วย 1.เนื้อทองคำ สร้างตามสั่งจอง 2.เนื้อเงินลงยาหน้ากากทองคำ 199 เหรียญ 3.เนื้อเงินคุ้ยพื้นลงยา ขอบจีวรเหลือง 399 เหรียญ 4.นวโลหะ 599 เหรียญ 5.ทองแดง โบราณ 7,000 เหรียญ 6.เนื้อผงมวลสารหลวงปู่ฤทธิ์ 5,000 องค์ 7.อัลปาก้า ลงยาส้มแจกกรรมการ 300 เหรียญ


สำหรับพิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ปะรำพิธีภายในวัดชลประทานราชดำริ มีพระเกจิคณาจารย์ที่ร่วมพิธีอธิษฐานจิตล้วนมีชื่อเสียงโด่งดัง อาทิ พระธรรมวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์, หลวงปู่ศิลา สิริจันโท จ.กาฬสินธุ์, พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ จ.มหาสารคาม, พระอาจารย์ต้อม วัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด เป็นต้น
ประวัติ หลวงปู่ฤทธิ์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 พ.ค.2460 ที่ ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา
พ.ศ.2482 บรรพชาเป็นสามเณร

พ.ศ.2483 เข้าพิธีอุปสมบทที่อุโบสถวัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน จ.สุรินทร์ โดยมีหลวงพ่อแปะ วัดปราสาทธนาพร (บ้านพลวง) อ.ปราสาท เป็นพระอุปัชฌาย์
ภายหลังอุปสมบท ได้จำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัย อยู่ที่วัดปราสาทธนาพร กับหลวงพ่อแปะพระอุปัชฌาย์ของท่านรวม 3 พรรษา จากนั้นได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่วัดวัดพลับ ต.ทุ่งมน อีก 4 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2490 ได้ย้ายไปจำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดอินทรบูรพา (วัดกระนัง) อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์
วัตรปฏิบัติของหลวงปู่ฤทธิ์ หลังออกพรรษาทุกปี ท่านจะออกธุดงควัตรไปตามป่าเขา อาทิ ป่าเขตภาคอีสาน ตลอดจนเข้าไปในเขตประเทศ สปป.ลาว และกัมพูชา เป็นต้น เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นตามรอยพระตถาคต รวมทั้งศึกษาวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ที่ท่านเคารพนับถือ หลายท่าน อาทิ หลวงพ่ออินทร์ จ.นครปฐม เป็นต้น

ช่วงที่จำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดอินทรบูรพา (วัดกระนัง) เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชน อีกทั้งยังเป็นพระนักพัฒนาร่วมแรงร่วมใจกับญาติโยมพัฒนาวัดอินทรบูรพา (วัดกระนัง) จนเจริญรุ่งเรือง ทำให้มีศิษยานุศิษย์ให้ความเลื่อมใสศรัทธา ในแต่ละวันจึงมีพุทธศาสนิกชน เดินทางมากราบนมัสการขอฟังธรรมและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เข้มขลัง โดยให้ความเมตตาต่อญาติโยมที่มาด้วยดี
จนถึงปี พ.ศ.2535 หลวงปู่ฤทธิ์จึงย้ายมาสร้างวัดชลประทานราชดำริ ที่บ้านกระทุ่ม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดชลประทานราชดำริ และจำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจ อยู่ที่นี่ตราบจนท่านละสังขาร เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2548 ภายในกุฏิที่พักของวัดอย่างสงบ สิริอายุ 84 ปี พรรษา 62

ภายหลังหลวงปู่ฤทธิ์มรณภาพ วัดสร้างรูปหล่อรูปเหมือนของท่านตั้งไว้ภายในศาลาวัด เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้รำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน
ทุกปีเมื่อครบรอบวันมรณภาพ จะจัดงานทำบุญอุทิศถวาย แต่ละปีจะมีพุทธศาสนิกชนจากทุกสารทิศร่วมงานบุญอย่างล้นหลาม
เชิด ขันตี ณ พล