“วัดราชบุรณราชวรวิหาร” ตั้งอยู่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร แขวงบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ เดิมชื่อ “วัดเลียบ” สร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงเทพหริรักษ์ พระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์ สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อปีพุทธศักราช 2336 โดยพระราชทานนามว่า วัดราชบุรณราชวรวิหาร

เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช สมัยรัชกาลที่ 2 และ 3 ทั้งยังมีพระภิกษุที่มีชื่อเสียง 2 รูป คือ สมเด็จพระศรีสมโพธิราชครู (ขรัวอีโต้) และขรัวอินโข่ง ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้าน ตลอดจนเจ้านายทั้งหลาย

กาลล่วงมาจนถึงปัจจุบัน วัดราชบุรณะ ปรากฏนามพระเถระ คือ พระธรรมวชิรนายก (ปรีชา อภิวัณโณ) พระเถระนักปกครองที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีเมตตาธรรมสูง ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคลากรทางพระพุทธศาสนา ทุ่มเทแรงกายแรงใจปฏิบัติศาสนกิจอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

ปัจจุบัน พระธรรมวชิรนายก สิริอายุ 76 ปี พรรษา 55 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 8 ปกครองคณะสงฆ์จังหวัดอุดรธานี, หนองคาย, เลย, สกลนคร, หนองบัวลำภู, บึงกาฬ และเจ้าอาวาสวัดราชบุรณราชวรวิหาร กรุงเทพฯ

มีนามเดิม ปรีชา จันทรัตน์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค.2492 แรม 6 ค่ำ เดือน 1 ปีฉลู ที่บ้านเหนือ ต.บางงาม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บิดา-มารดา ชื่อ นายฉุย นทรัตน์ และนางช่าย สุขเสมอ เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 5 คน

ในช่วงวัยเด็ก หลังจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 แล้ว ออกมาช่วยงานครอบครัวหาเลี้ยงชีพ เป็นผู้มีจิตใจโน้มเอียงเข้าหาพระธรรมตั้งแต่วัยเยาว์

กระทั่งอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2513 ณ พัทธสีมาวัดเกาะ ต.วังหว้า อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยพระครูวรนาถรังษี (ปุย ปุญญสิริ) วัดเกาะ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดบุญเหลือ อัตถโกวิโท (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระครูโสภณอรรถโกวิท) วัดสระกระโจม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาเฉลี่ย สิริธโร (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระปริยัติคุณาภรณ์) วัดธัญญวารี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อภิวัณโณ

อยู่จำพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ในสมัยพระวิบูลเมธาจารย์ (เก็บ ภัททิโย) เป็นเจ้าอาวาส อีกทั้งยังฝากตัวเป็นศิษย์พระครูวรนาถรังษี (ปุย ปุญญสิริ) วัดเกาะ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในระดับสูง แต่ด้วยสำนักเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรีอยู่ห่างไกล เดินทางไม่ค่อยสะดวก จึงเกิดความคิดที่จะย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดในเมืองหลวง เพื่อศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง จึงย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดราชบุรณราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ในสมัยพระราชพฤฒาจารย์ (เชียง อินทโชโต) เป็นเจ้าอาวาส

ตั้งมั่นเร่งศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมเอกและสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค

ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าอาวาสยุคนั้น มอบหมายภารกิจสนองงาน ทั้งในด้านการปกครอง การศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และอื่นๆ

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2528 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบุรณราชวรวิหาร พ.ศ.2540 เป็นเจ้าอาวาสวัดราชบุรณราชวรวิหาร พ.ศ.2545 เป็นรองเจ้าคณะภาค 8 พ.ศ.2564 เป็นเจ้าคณะภาค 8 มีจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ จำนวน 6 จังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย เลย สกลนคร หนองบัวลำภู และบึงกาฬ

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ในราชทินนามที่พระเมธีสุตาภรณ์ พ.ศ.2544 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสุตาภรณ์ พ.ศ.2549 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพโสภณ

วันที่ 27 มิ.ย.2566 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวชิรนายก

ได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ ให้เป็นผู้นำหมู่คณะ มีกิจวัตรดี มั่นคงในข้อวัตรปฏิบัติตามแนวทางปฏิปทาของพระบูรพาจารย์ ประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่าง อีกทั้งเป็นตัวอย่างที่ดี นำพาสัทธิวิหาริก-อันเตวาสิก ให้ขวนขวายในการประพฤติปฏิบัติ สนองงานของคณะสงฆ์อย่างเต็มความสามารถ

จึงนับเป็นพระสงฆ์ต้นแบบรูปหนึ่ง ที่ปฏิบัติศาสนกิจมาโดยตลอด มิย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน