ผลการลงมติ “ไว้วางใจ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และอีก 10 รัฐมนตรี โดยส.ส.ในสภา ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลที่บ่งบอกถึงความไม่สง่างามมากมาย เป็นสภายุคแจกกล้วยที่น่าอัปยศอดสู ที่สำคัญมีผลการโหวตของประชาชนนอกสภา แสดงให้เห็นถึงมุมมองของประชาชนต่อผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้
แตกต่างและตรงกันข้ามกับเสียงส.ส.ในสภา
โดยผลการโหวตของภาคประชาชน ที่อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นผู้ประสานงานร่วมกับนักวิชาการจาก 4 มหาวิทยาลัย และสถานีโทรทัศน์ดิจิตอล 4 ช่อง
มีประชาชนร่วมโหวต 524,806 คน มีถึง 97 เปอร์เซ็นต์ ที่โหวตไม่ไว้วางใจนายกฯ และ 10 รัฐมนตรี
ไม่เท่านั้น ยังมีการจัดลงมติ ของเครือข่ายราษฎร ตั้งกล่องรับลงมติมาทั้งหมด 139 จุด 34 จังหวัด ผลคือ 16,899 เสียง ลงมติไว้วางใจ 251 เสียง และลงมติไม่ไว้วางใจ 16,690 เสียง
เสียงของประชาชนช่างตรงกันข้ามกับเสียงส.ส.ในสภาเป็นอย่างมาก!!
ทำให้เห็นได้ว่า แม้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ สอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านหนนี้ ด้วยผลการโหวตที่มีเบื้องหลังอันน่ารังเกียจ
จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจอะไรเลย
เป็นชัยชนะที่ขาดการยอมรับจากประชาชน รวมทั้งการแสดงออกของประชาชน ปรากฏเป็นการลงมติตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้ มีหลายปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนได้ส่งสัญญาณถึงรัฐบาลนี้มาก่อนแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งคนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แบบถล่มทลาย!
โดยผลคะแนน บ่งบอกถึงการปฏิเสธผู้สมัครเครือข่ายรัฐบาล และกลุ่มกปปส.
รวมไปถึงผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขตหลักสี่ กทม. เมื่อต้นปี ที่ผู้สมัครเพื่อไทยชนะอย่างท่วมท้น
สดๆ ร้อนๆ คือ การเลือกตั้งซ่อมที่ลำปาง ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านชนะแบบขาดลอย
แม้แต่ผลโพลต้องการให้ใครเป็นนายกฯ ที่เสียงส่วนใหญ่เลือก อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร มาเป็นอันดับ 1
ทั้งๆ ที่อุ๊งอิ๊ง ยังไม่เคยประกาศตัวว่าจะมีชื่อเป็น แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยเลยด้วยซ้ำ
แถมเหตุผลที่ต้องการอุ๊งอิ๊งเป็นนายกฯ เพราะต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ
เมื่อรวมหลายๆ ปรากฏการณ์ สามารถอธิบายได้อย่างไม่เกินเลย
ว่าประชาชนส่งสัญญาณต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ เพราะเป็นยุคต้องเร่งฟื้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ยุคอ้างความสงบความมั่นคงอะไรอีกแล้ว
การโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยประชาชนนอกสภา จึงเป็นการตอกย้ำอีกหน!
วงค์ ตาวัน