เมื่อยังไม่ถึงขั้นสรุปสำนวนเพื่อส่งฟ้อง ระหว่างนี้ผู้คนทั่วทั้งสังคมเลยยังไม่วางใจในคดีเจ้าสัวเปรมชัยกับคณะล่าสัตว์ป่า แถมยังลุกลามไปถึงคดีรุกป่าในพื้นที่อื่น คดีงาช้างในบ้าน
กระแสปกป้องเสือดำ เลยยังร้อนอยู่ในหมู่ประชาชน
ที่ว่ายังไม่วางใจ เพราะหวั่นไหวในฐานะความเป็นเจ้าสัว กับความยุติธรรมในสังคม
เรื่องของคนรวยกับคนจน ที่มีความต่างกันในแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่การกินอยู่จนถึงเรื่องคดีความ
อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในเรื่องนี้ ดุเดือดถึง ขั้นจี้ถามว่าคดีล่าช้าเกินไปมั้ย ตั้งข้อหาหนักหน่วงพอ หรือไม่ หลุดไปแค่ข้อเดียวก็ไม่ได้
ตำรวจยกมือรับไหว้ยังเป็นเรื่อง!?!
กระแสของสังคมในคดีเสือดำ มาจากคนหลายส่วน หลายมุมมอง
ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของชนชั้นกลางในเมือง ที่เป็นประเด็นง่ายๆ แสดงตัวตนว่าเป็นคนดีได้ง่าย ด่าคนรวยใจร้ายเข้าไว้
เหมือนการตัดสินคนดีกับคนเลว ด้วยข้อมูลง่ายๆ ตื้นๆ ที่เห็นๆ กันอยู่
อีกส่วนมาจากผู้คนที่มองปัญหาอย่างเป็นระบบ และไม่มองแค่เรื่องเสือดำ แต่เห็นว่ากรณีเจ้าสัวนายพราน คือ ภาพสะท้อนระบบอำนาจที่กดสังคมไทยอยู่
กดมาตั้งแต่การล้มประชาธิปไตย เมื่อปี 2557!!
ผ่านมา 4 ปี เห็นกันชัดแล้วว่า การเอารัฐประหารมาจัดการการเมืองที่คิดว่าเลวร้ายนั้น เป็นเรื่องที่ผิดพลาด
เพราะจะได้กลุ่มอำนาจหยิบมือเดียว เข้ามาควบคุมทุกอย่าง คิดเองทำเองในคนกลุ่มเดียว โดยไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้
ประชาชนคนส่วนใหญ่ไม่สามารถมีส่วนร่วมอะไรได้ ต้องนั่งรออยู่เฉยๆ
ปัญหาประชาธิปไตย เสรีภาพ ที่ถูกอำนาจควบคุมเข้มงวด ทำให้ต้องระบายออกถึงความอึดอัด ต่อต้านอำนาจ
ไม่ว่าจะทวงวันเลือกตั้ง หรือต่อต้านเจ้าสัวนายพราน มาจากอารมณ์ความรู้สึกเดียวกัน
ดังนั้น กระแสสังคมที่จับตาคดีเจ้าสัวเปรมชัย ซึ่งมีที่มาจากผู้คนที่มีจุดยืนหลายๆ ส่วน จะยังคงเป็นกระแสใหญ่ต่อไป
จนกว่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้อง จนกว่าอัยการจะนำคดีขึ้นชั้นศาล
การแสดงออกหลายรูปแบบ หลายสัญลักษณ์คงจะได้เห็นกันต่อไป ไม่จบสิ้นง่ายๆ
เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกของคนจำนวนไม่น้อย ไม่มองแค่เรื่องเสือดำ
แต่ต้องการสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อระบบการ ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม และชาวบ้านโดนกระทำ ฝ่ายเดียว
เรื่องเสือดำ ก็เลยยังแรงไม่หยุด เพราะไม่ใช่แค่เสือดำ!