เหตุการณ์ตำรวจ 7 นายสังกัดกองบังคับการตำรวจจราจร หรือที่เรียกกันว่าจราจรกลาง ทำร้ายร่างกายประชาชนจนบาดเจ็บสาหัส ขณะตั้งด่านตรวจจับเมาแล้วขับ โดยมีรถคันหนึ่งขับหลบหนี จึงติดตามจับกุม แต่ไปจับผิดคัน แล้วรุมทำร้ายร่างกายชายเคราะห์ร้ายอย่างรุนแรง
ทำให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้สอบสวนและลงโทษอย่างเฉียบขาด เนื่องจากกระทบภาพรวมตำรวจอย่างรุนแรง
ล่าสุดผู้การตำรวจจราจร มีคำสั่งให้ทั้ง 7 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมกับมีการตั้งกรรมการสอบสวนฐานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ขณะที่ฝ่ายผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดีอาญาตำรวจชุดนี้ด้วย
คำถามจากชาวบ้านทั่วสังคมก็คือ การไล่ล่าคนหลบหนีด่านตรวจ แม้ว่าจะต้องติดตามจับกุมให้ได้ แต่ทำไมต้องลงไม้ลงมือ แทนที่จะควบคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
ที่สำคัญอีกประการ เป็นตำรวจแท้ๆ แต่ไล่ติดตามรถกระทำผิด โดยไม่มีหลักสังเกตจดจำ จนจับผิดคัน แล้วก็ไม่สอบถามหรือตรวจสอบอะไรก่อน!?!
นอกจากกระทบภาพพจน์ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในเรื่องการใช้อำนาจเกินเลยแล้ว
ยังกระทบต่อมาตรการตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์ด้วย
ต้องมีการทบทวนว่า การตั้งด่านอยู่ภายใต้การควบคุมของนายตำรวจผู้ใหญ่ ที่มีวิจารณญาณในการทำงานและการแก้ปัญหา
รวมทั้งสามารถควบคุมลูกน้องไม่ให้ทำเกินเลยได้
ไม่เช่นนั้น ด่านตรวจเมาขับ ที่มีอยู่มากมายในเมืองกรุงทุกค่ำคืน จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยแบบนี้อีกได้!?!
ทำให้ไม่น่าแปลกใจ ที่ในบางยุคสมัย ผบ.ตร.มีนโยบายห้ามตั้งด่านเมาขับกันเลยทีเดียว
หลังจากเห็นกับตาตัวเองว่า ด่านเมาขับ มีการเจรจาเรียกเงินทองอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้เสียภาพพจน์ตำรวจอย่างร้ายแรงไปอีกแบบ
ผบ.ตร.บางราย จึงไม่ให้ตั้งด่านแบบนี้ เพราะเสียหายวงการตำรวจ ถูกครหาว่าตั้งด่านตรวจเพื่อรีดเงิน!
แต่ขณะเดียวกัน ในอีกด้าน การตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์ถือว่าจำเป็น
ไม่เช่นนั้นอาจมีคนเมาเหล้าขาดสติ ขับรถไปก่ออุบัติเหตุร้ายแรง สร้างความสูญเสียต่อผู้คนในสังคมมากมาย
เพียงแต่จะทำอย่างไรให้อยู่บนความพอดี และยึดหลักทำหน้าที่เพื่อดูแลความสงบสุขของสังคม
ไม่ใช่เอาด่านตรวจคนเมา เพื่อแสวงหาเงินทองอย่างไม่ถูกต้อง
ลุกลามไปถึงการใช้อำนาจบาตรใหญ่และบาทใหญ่ จัดการกับคนหลบหนีแบบไม่ปรานีปราศรัย
แล้วไปจัดการผิดคนผิดคันอีก
ผิดทั้งความสามารถพื้นฐานของการเป็นตำรวจ และไม่เป็นไปตามหลักการจับกุมที่ควรปฏิบัติ!!
วงค์ ตาวัน