ผลเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 4 กาญจนบุรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อันที่จริงไม่ผิดคาดนัก เพราะปัจจัยตัวบุคคล ผู้สมัคร และกระแสพรรคภูมิใจไทยมีส่วนผสม ขณะเดียวกันฝ่ายพรรคเพื่อไทยนั้น ก็คงประเมินได้ระดับหนึ่งว่า ผู้สมัครอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่า อีกทั้งสส.ใหม่จะเข้าสภาได้แค่ไม่กี่เดือนก็จะยุบสภาแล้ว แต่ก็สู้แบบจำเป็นต้องสู้
เอาเป็นว่า น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ จากพรรคภูมิใจไทย คนรุ่นใหม่วัย 31 ปี กำลังจะเข้าสู่ถนนสายการเมืองเต็มตัวในฐานะสส.หน้าใหม่ เพื่อเตรียมตัวลงสนามใหญ่อีกรอบในต้นปีหน้า!
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ฐานเสียงของเขต 4 กาญจนบุรี นั้นแท้จริงเป็นเช่นไร
ยังเป็นของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย ซึ่งเป็นสส.เขตนี้ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566
การได้รับเลือกตั้งในสนามใหญ่ เมื่อพฤษภาคม 2566 เป็นการลงสส.ครั้งแรกของนายศักดิ์ดา โดยสวมเสื้อเพื่อไทย
แต่ก็รู้กันดีว่า ผลงานของนายศักดิ์ดา ขณะเป็นอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จากการพบบ่อบาดาลขนาดมหึมา ที่อ.เลาขวัญและอ.ห้วยกระเจา อยู่ในใจของชาวบ้านเขต 4 กาญจนบุรี มาจนถึงทุกวันนี้!!
ขณะเดียวกันสำหรับพรรคเพื่อไทย ซึ่งผลเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ได้สส.ในพื้นที่กาญจนบุรี 4 เขต จาก 5 เขต เท่ากับตอนนี้ลดเหลือ 3 เขต
ขณะที่ภูมิใจไทยได้เพิ่มมาอีกที่
ในการเลือกตั้งใหญ่ที่ใกล้จะมาถึง ต้องเดินเครื่องเพื่อแก้เกม เพื่อทำให้ได้สส.มากขึ้นในจังหวัดนี้!
อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงการเลือกตั้งในต้นปีหน้า อาจจะไม่ใช่เวลายาวนานนัก แต่สถานการณ์บ้านเมืองก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
เพราะการเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนตลอดเวลา!?
กระแสทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ ของนักการเมืองต่างๆ อาจจะมีปัจจัยอะไรมาแปรผันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ในส่วนของพื้นที่เขต 4 กาญจนบุรีนี้ ผลการเลือกตั้งซ่อมทำให้ยืนยันได้ว่ากระแสตัวนายศักดิ์ดายังเหนือกว่ากระแสพรรคการเมือง
แต่ในการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึง น.ส.วิสุดา คงต้องพิสูจน์ตัวเอง ว่าไม่ได้มีแค่บารมีของบิดา
ด้วยการใช้เวลาที่สภานี้ยังมีอยู่ ทำหน้าที่ผู้แทนของชาวกาญจนบุรีเขต 4 อย่างเข้าถึงและช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ให้ได้ผลมากที่สุด
แสดงให้เห็นว่าเติบโตได้ด้วยตัวเอง มีฝีไม้ลายมือในฐานะนักการเมืองคนรุ่นใหม่
พร้อมๆ กันต้องตระหนักด้วยว่า ฝ่ายพรรคเพื่อไทยเอง ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อเข้ามาแข่งขันชิงพื้นที่
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การแข่งขันกันของผู้สมัครแต่ละคนแต่ละพรรค
ก็คือแข่งกันดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชน
โดยใครหรือพรรคไหนทำได้ดีกว่ากันก็ได้คะแนนจากชาวบ้านไป
นี่คือจุดเด่นของการเลือกตั้งผู้แทนฯ ในระบอบประชาธิปไตย!
วงค์ ตาวัน