โผครม. “อนุทิน 2” มีจุดเปลี่ยนเล็กๆ คือการไม่ไปต่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในตำแหน่งรองนายกฯ ด้านกฎหมาย
สมัย “อนุทิน 1” นายบวรศักดิ์แสดงจุดยืนไม่รับใบสั่งทางการเมือง และไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับประเด็นสุ่มเสี่ยงจริยธรรม โดยเฉพาะข้อครหาการแทรกแซงองค์กรอิสระ
รวมถึงคดีการเมืองร้อนอย่าง “ฮั้ว สว.” และ “ที่ดินเขากระโดง”
ในรัฐบาล “อนุทิน 1” นายบวรศักดิ์ยอมรับตำแหน่งภายใต้ 3 เงื่อนไขสำคัญคือ ไม่เป็นสมาชิกพรรค ไม่ยุ่งเกี่ยวกับองค์กรอิสระ และขอมีเสรีภาพในการให้ความเห็นทางกฎหมาย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปแรงกดดันจากโจทย์การเมืองกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความพยายามให้ช่วยตีความกฎหมายเพื่อลดแรงเสียดทานในประเด็นอ่อนไหว ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธ
การตัดสินใจครั้งนี้จึงสะท้อนภาพนักกฎหมายที่เลือกยืนบนหลักการมากกว่าการรักษาตำแหน่ง และยังเป็นสัญญาณความเปราะบางของรัฐบาลที่ต้องเผชิญโจทย์ซับซ้อนทั้งในเชิงกฎหมายและการเมือง
ดังนั้น การเข้ามาแทนที่ของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาฯ กฤษฎีกา จึงน่าจับตา
นายปกรณ์โตมาจากสายกฤษฎีกา ทำงานใกล้ชิดกับนักกฎหมายระดับตำนานอย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ และ นายวิษณุ เครืองาม ผ่านประสบการณ์ในห้องประชุม ครม.มายาวนาน
เคยให้ความเห็น “ติดเบรก” นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเพื่อไทย
อย่างไรก็ตามบทบาทใหม่ในฐานะคนของรัฐบาลแตกต่างจากบทบาทข้าราชการที่ปรึกษา เพราะต้องเผชิญความคาดหวังจากฝ่ายการเมืองโดยตรง โดยเฉพาะพรรคแกนนำที่ต้องการเครื่องมือทางกฎหมายมารับมือโจทย์ร้อน
ที่ต้องรอดูคือ นายปกรณ์จะปรับบทบาทตัวเองอย่างไร “ขัดขืน” หรือ “คล้อยตาม” ไปกับแรงกดดันทางการเมือง
ท่ามกลางสายตาสังคมจับจ้อง ฝ่ายค้านพร้อม “ขยายแผล” ในสภา และเผือกร้อน 2 ปมใหญ่ที่ยังไร้ข้อยุติ ทั้งฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดง
บทพิสูจน์รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้ ความสามารถ แต่คือ “จุดยืน” ที่จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
รัฐบาลจะใช้กฎหมายเพื่อความถูกต้อง หรือเป็นเครื่องมือเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง?
มันฯ มือเสือ