การลงพื้นที่ของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.การกฎหมายฯ สภาผู้แทนฯ เพื่อติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส
ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจผู้แทนประชาชนที่เป็นเหยื่อความรุนแรง
แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่าคดีนี้ได้ก้าวข้ามจากคดีอาชญากรรมทั่วไป สู่โจทย์ใหญ่ด้านการเมือง ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของรัฐ
หัวใจของคดีไม่ได้อยู่แค่การจับกุมผู้ลงมือก่อเหตุ แต่คือการค้นหาผู้บงการและแรงจูงใจที่แท้จริง
ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า มีบุคคล อาวุธ และยานพาหนะของรัฐ เข้าไปเกี่ยวข้อง
ขณะที่คดีกลับยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนต่อสังคม
ข้อเรียกร้องฝ่ายค้านจึงพุ่งเป้าไปยัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย ให้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าคดีอย่างตรงไปตรงมา
เพราะยิ่งปล่อยให้คลุมเครือ ความเชื่อมั่นของประชาชนยิ่งถดถอย
ความเชื่อมั่นคือปัจจัยสำคัญที่สุดของการดับไฟใต้ หากประชาชนรู้สึกว่าผู้แทนของเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม และรัฐไม่สามารถเอาผิดผู้สั่งการได้
ก็ยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หรือร่วมมือกับภาครัฐในการคลี่คลายความขัดแย้ง
รังสิมันต์ โรม ยังตั้งข้อสังเกตต่อคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางราย พร้อมเดินหน้าตรวจสอบการทำลายอาวุธ การเชิญผู้ว่าฯ นราธิวาสเข้าชี้แจง
และประเด็นการจัดเก็บข้อมูลโทรศัพท์ประชาชนวันละ 2 ล้านเลขหมาย ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่คดีเดียว แต่เกี่ยวกับความโปร่งใส การใช้อำนาจรัฐและหลักนิติธรรม
ถ้ารัฐบาลต้องการสร้างสันติสุขยั่งยืน ต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่ากฎหมายใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าประชาชน เจ้าหน้าที่ หรือผู้มีอำนาจ
การคลี่คลายคดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ โดยสาวไปถึงผู้บงการตัวจริง
จึงเป็นจุดเริ่มต้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อรัฐ เป็นก้าวแรกของการแก้ปัญหาไฟใต้อย่างแท้จริง