“ดีเซลอาจไม่พอใช้ในอีก 2 เดือน” คือเสียงเตือนของ ภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน พรรคไทยก้าวใหม่
หากดูจากข้อมูลทางเทคนิคและตัวเลขที่เจ้าตัวนำเสนอ จะพบว่า สถานการณ์พลังงานไทยอยู่ในจุดเสี่ยงอย่างมาก
กล่าวโดยสรุป คือ ปกติไทยใช้น้ำมันดิบเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ 30 ล้านบาร์เรล/เดือน เพื่อกลั่นเป็นดีเซลและเชื้อเพลิงอื่นๆ
แต่จากตัวเลขภาครัฐปริมาณน้ำมันที่ “ยืนยันแล้ว” เดือนเม.ย.มี 24 ล้านบาร์เรล เดือนพ.ค. 9 ล้านบาร์เรล รวม 33 ล้านบาร์เรล แปลว่ายังขาดอยู่ถึง 27 ล้านบาร์เรล
แม้รัฐจะชี้แจงว่ายังมีปริมาณน้ำมัน “รอยืนยันเพิ่มเติม” รวมถึงความพยายามหาแหล่งทดแทนจากประเทศอื่น ตลอดจนปรับลดส่งออกเพื่อนำมาใช้ในประเทศ
แต่ในทางปฏิบัติการจัดหาน้ำมันดิบปริมาณมากในเวลาจำกัดไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพน้ำมันที่อาจกระทบต่อประสิทธิภาพการกลั่น
สถานการณ์โลกยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางมีความไม่แน่นอนสูง การโจมตีท่าเรือหรือปิดเส้นทางเดินเรือเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งจะทำให้แผนนำเข้าน้ำมันสะดุดทันที
ไทยจึงกำลังอยู่ในภาวะลุ้นเดือนต่อเดือนว่าน้ำมันดิบจะเข้ามาทันหรือไม่ หากไม่ทัน ทางเลือกเดียวคือดึงน้ำมันสำรองมาใช้ ซึ่งไม่สามารถทำได้ยาวนานโดยไม่มีผลกระทบ
ฉะนั้น ข้อเสนอเรื่องตั้งทีมเฉพาะกิจด้านพลังงานครบวงจร ควรเร่งดำเนินการเพื่อให้การบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด
รัฐบาลควรยกระดับจากขอความร่วมมือประหยัดพลังงาน เป็นพิจารณาออกประกาศมาตรการ “ควบคุมการใช้ดีเซลเท่าที่จำเป็น”
สถานการณ์สงครามไม่มีใครรู้จะจบเมื่อไหร่ ถ้าจบเร็ว ทุกอย่างก็คลี่คลาย
แต่ถ้ายืดเยื้อเกิน 3 เดือน วิกฤตขาดแคลนน้ำมันจะไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนตื่นตระหนก หรือ “มโน” กันเองอีกต่อไป
สำหรับรัฐบาล หากมีอะไรสำคัญต่อชะตากรรมคนไทยต้องรีบส่งสัญญาณบอกกล่าวตามข้อเท็จจริง อย่าพูดแต่มุมบวกให้ประชาชนเย็นใจ
เพราะนี่คือวิกฤตขั้นสุด ที่ทุกคนต้องรับรู้และเตรียมตัวเผชิญร่วมกัน
มันฯ มือเสือ