กระทู้ถามคดีฮั้วเลือกสว.ในสภาเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ประเด็นจับตาคือ ‘หลักฐานใหม่’ ที่พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน นำมาเปิดเผย
เชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง ผู้มีอำนาจและขบวนการจัดการเลือก สว.อย่างเป็นระบบ กระจายใน 5 จังหวัด นครพนม หนองบัวลำภู สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี
ไม่ว่าคลิปเสียงการเจรจาผลประโยชน์ การจ่ายค่าเดินทางให้ผู้สมัคร เส้นทางโอนเงิน การนัดประชุมลับ การให้ผู้สมัครลงนามใบลาออกล่วงหน้า หรือการกำชับแนวทางให้ปากคำต่อกกต.และดีเอสไอ
ข้อมูลนี้หากพิสูจน์ได้จริงย่อมบ่งชัดว่าคดีนี้ไม่ได้มีผู้เกี่ยวข้องแค่ 8 คนตามที่ดีเอสไอแจ้งข้อหาไว้
แต่คำถามของพริษฐ์คือ ข้อมูลเหล่านี้มีในสำนวนหรือไม่ หน่วยงานที่มีอำนาจได้นำไปตรวจสอบครบถ้วนแล้วหรือยัง เพราะหากมีหลักฐานที่ขยายผลได้แต่ไม่ดำเนินการสังคมย่อมตั้งข้อสงสัย
รมว.ยุติธรรมยืนยันว่าไม่อาจไปก้าวก่ายดีเอสไอหรืออัยการได้ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย แม้เป็นคำชี้แจงที่ถูกต้องตามหลักการ แต่สังคมก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คน จึงมีผู้ถูกแจ้งข้อหาแค่ 8 คน
อย่างไรก็ตาม จุดชี้ชะตาคดีตอนนี้อยู่ในกำมือกกต. ซึ่งกำลังพิจารณาสำนวนและพยานหลักฐานว่าจะส่งฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่
หากส่งฟ้อง คดีก็จะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในศาล ทุกฝ่ายจะได้รับโอกาสต่อสู้คดีตามกฎหมาย แต่ถ้ามีมติยกคำร้องทั้งที่มีการเปิดเผยพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อเนื่อง
ก็ย่อมเกิดคำถามถึงมาตรฐานการพิจารณา และความเชื่อมั่นต่อองค์กรพิทักษ์ความสุจริตในการเลือกตั้ง
คดีฮั้วเลือก สว.ไม่ได้วัดกันที่จำนวนพยานหลักฐาน หรือจำนวนผู้ถูกกล่าวหา
แต่วัดกันที่ความกล้าขององค์กรผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย จะตัดสินบนข้อเท็จจริงตรงไปตรงมาแค่ไหน
วันนี้สายตาสังคมจึงจับจ้องไปที่กกต.จะมีมติส่งฟ้องศาลฎีกา หรือยกคำร้อง แล้วปล่อยให้ข้อกังขาของสังคมดำรงอยู่ต่อไป
มันฯ มือเสือ