เป็นประเด็นใหญ่ทางการเมือง ที่ไม่น่าจะจบลงไปง่ายๆ สำหรับเรื่องฮั้วสว. ที่กกต.เพิ่งมีมติไป โดยคราวนี้ท่านประธานณรงค์ กลั่นวารินทร์ ออกหน้าพบปะสื่อมวลชน แถลงมติด้วยตัวเอง
ซึ่งก็อย่างที่ทราบว่า สั่งฟ้องทั้งหมด 77 ราย เป็นสว.ปัจจุบัน 26 ราย จากที่คณะไต่สวนชุด 26 เสนอไป 229 ราย
โดย 21 คนที่เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย และผู้นำทางจิตวิญญาณหลุดทั้งหมด
ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้รับฟังความเห็นของท่านประธาน ที่แน่ชัดแล้วว่าเป็นเสียงข้างมาก ในการไม่ส่งฟ้อง 21 บิ๊กภูมิใจไทย ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่
ซึ่งเท่าที่ฟัง ก็เพราะพยานปากเอก ที่อ้างว่ารู้เห็นพฤติการณ์ทั้งหมดของขบวนการฮั้วสว. มีการนัดประชุม มีคนวางแผน มีติวเตอร์สอนทำโพยที่นั่นที่นี่ มีการรับเงินสดที่ชั้น 4 อาคารพรรคภูมิใจไทย กลับคำให้การ
เมื่อพยาน 1 ปากไม่น่าเชื่อถือ ก็เป็นเหตุให้นายณรงค์ ยกคำร้อง ซึ่งก็ต้องรอดูว่าเสียงข้างมากอีก 4 คน จะมีเหตุผลอย่างไร
อย่างไรก็ตามการที่กกต.มีมติสั่งฟ้อง 77 บุคคล ก็เท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่าขบวนการเลือกสว.ที่ผ่านมา มีข้อสงสัยว่าจะเป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม
รวมทั้งเสียงข้างน้อยอีกอย่างน้อย 2 คน ย่อมเห็นว่ามีการกระทำผิดมากกว่า 77 คน
ยิ่งกกต.เสียงข้างน้อย อย่างสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ต้องออกมาให้เหตุผลว่า ข้อพิรุธมากหลาย ต้องหยิบมาประกอบกันถึงจะเห็นว่าเป็นขบวนการ
ยิ่งไปกว่านั้น โพยที่ปรากฏตั้งแต่ต้น ดันไปตรงกับสว.ที่ได้คะแนนโดดจากคนอื่น จนไม่มีความเป็นไปได้เลยในทางคณิตศาสตร์ หากไม่มีขบวนการอย่างเป็นระบบ
ไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน
จึงกลายเป็นคำถามว่า นี่คือเหตุอันควรสงสัย ที่ทำให้ต้องส่งศาลฎีกาหรือไม่ เพราะหากไม่มีอะไรต้องสงสัย ไม่ต้องส่งศาลฎีกา ทุกอย่างก็ควรจะเป็นมติเอกฉันท์
ซึ่งก็คือเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าทุกคนผุดผ่อง สุจริตเป็นที่ประจักษ์
จึงไม่แปลกว่าทั้งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ จึงออกมายืนยันว่าจะต้องดำเนินคดีต่อเนื่อง ในเรื่องมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
จุดจบของมติกกต.จึงเป็นจุดเริ่มต้นอีกแบบ
ทำให้สถานะของผู้ตรวจสอบ กลายเป็นผู้ถูกตรวจสอบ และอาจเปลี่ยนสถานะไปเรื่อยๆ เมื่อผ่านขั้นตอนป.ป.ช.และขั้นตอนของศาล
จะไปสิ้นสุดตรงไหน ก็คงได้แต่อวยพรให้อายุยืนยาว
ได้รอรับผล และเห็นบทสรุปของเรื่องนี้กันทุกคน!!
รุก กลางกระดาน