“รุก กลางกระดาน”
น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับท่าทีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หลังจากที่ศาลฎีกามีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ ไม่รับสำนวนที่อัยการฟ้อง นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และผอ.ศอฉ. ในกรณีสั่งสลายการชุมนุมของนปช. เมื่อปี 2553 จนมีผู้เสียชีวิต 99 ศพ
โดยนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องการเมือง ที่อธิบดีดีเอสไอจงใจเล่นงาน
ยืนยันว่าทุกอย่างที่ทำไปด้วยเจตนาดีต่อบ้านเมือง!??
พร้อมทำใจกับฉายา ‘ฆาตกรมือ เปื้อนเลือด’
กลายเป็นคำถามว่ากรณีนี้เป็นเรื่องการเมืองจริงหรือไม่
เพราะหากย้อนกลับไปในปี 2553 เมื่อกลุ่มนปช.นัดชุมนุมเรียกร้องกดดัน ให้รัฐบาลในขณะนั้น ที่ก่อตั้งในสถานที่อันไม่ปกติ หลังคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน
แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการใช้กำลังทหาร ภายใต้วาทกรรมขอคืนพื้นที่ ด้วยข้ออ้างมีผู้ก่อการร้าย จนมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เม.ย. 53 ที่แยกคอกวัว
หลังจากการสูญเสียครั้งนั้น แทนที่จะยุติการใช้ความรุนแรง กลับยกระดับการปฏิบัติการ ประกาศพื้นที่ใช้กระสุนจริง
ปิดล้อมการชุมนุมแยกราชประสงค์ มีคนตายเป็นใบไม้ร่วง ด้วยกระสุนปืนจากฝั่งเจ้าหน้าที่ตามที่ศาลได้มีผลไต่สวนการตาย
คนพวกนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ชุมนุมนปช. แต่ยังมีทั้งเด็กและวัยรุ่น เจ้าหน้าที่กู้ภัย พยาบาลอาสา ที่ถูกยิงเสียชีวิตเช่นกัน โดยไม่มีแม้แต่ศพเดียวที่เป็นชายชุดดำตามข้ออ้าง
จะให้อธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา คือ‘ความโชคร้าย’กระนั้นหรือ
และไม่จำเป็นต้องมีใครหน้าไหน รับผิดชอบกับเหตุการณ์ทั้งหมดเลยใช่หรือไม่
ไม่เข้าใจเลยว่าสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่อง‘การเมือง’ไปได้อย่างไร?
อย่างน้อยคำถามเหล่านี้ก็ยังดังกึงก้องอยู่ในหัวใจญาติเหยื่อ และผู้ที่หวังจะเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม
ความตายของประชาชน ต้องมีผู้ได้รับผลกรรม