“รุก กลางกระดาน”

และแล้วก็มาถึงคิวของ นายพานทองแท้ ชินวัตร เมื่อดีเอสไอแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร

โดยกำหนดกรอบทำคดีให้เสร็จภายใน 1 เดือน

ถือเป็นอีกคนของตระกูลชินวัตร ที่ถูกดำเนินดดี

อย่างไรก็ตาม หากเป็นการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ก็เชื่อว่าทุกฝ่ายคงจะให้การยอมรับ

แต่มติของดีเอสไอครั้งนี้ กลับออกมาพร้อมๆ กับเอกสารร้องขอความเป็นธรรมของพ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ที่ระบุสาเหตุของการถูกย้ายครั้งนี้ เพราะขัดแย้งกับข้าราชการระดับบิ๊กของดีเอสไอ ที่พยายามควบคุมสั่งการให้แจ้งข้อหานายพานทองแท้ให้ได้

เอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดว่า แม้พ.ต.ท.สมบูรณ์ในฐานะพนักงานสอบสวน จะเห็นแย้ง เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ การดำเนินการเช่นนี้อาจถูกแจ้งความกลับในความผิดอาญา มาตรา 157 ได้

แต่บิ๊กข้าราชการก็ไม่ยอม แถมยังบอกอีกว่า ให้แจ้งข้อหาไปก่อน เพราะคดีอาญาเป็นระบบกล่าวหา ไม่ใช่ระบบไต่สวน แล้วให้นายพานทองแท้ เอาพยานหลักฐานต่างๆ ไปแก้ข้อกล่าวหาเอาเอง

จนสุดท้ายเมื่อพ.ต.ท.สมบูรณ์ ไม่ยินยอม ก็นำมาสู่การสั่งย้ายพ้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เรื่องดังกล่าวก่อให้เกิดข้อกังขา ว่ารายละเอียดในคำร้องเรียนนั้นเป็นจริงหรือไม่

นำไปสู่ข้อสงสัยว่า ดีเอสไอมี “ธง” ในการดำเนินคดีอยู่แล้วรึป่าว

แถมเป็น “ธง” ที่ทำให้คนทั่วไปตกอยู่ในสภาพผู้ต้องหา ต้องถูกดำเนินคดี

แถมพุ่งเป้าไปที่คนตระกูลชินวัตร เหมือนจะให้ไม่มีแผ่นดินอยู่

จึงเป็นเรื่องที่ดีเอสไอต้องชี้แจงต่อสังคมให้กระจ่าง

ไม่เช่นนั้นก็ยิ่งตอกย้ำ คำกล่าวของ มงแต็สกีเยอ ที่ระบุว่า “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในสังคมไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน