คดีหมอกระต่าย สะท้อนรัฐล้าหลัง – น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับภาวะการตื่นตัวของสังคมไทย หลังเกิดจากเหตุความสูญเสียของกรณีหมอกระต่าย
ที่ขยายผลจากความโกรธแค้นต่อเหตุการณ์ มาเป็นการตั้งคำถามถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐในเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน
อย่างน้อยก็เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องของคนเดินเท้า
และเท่าที่เห็นก็รับรู้ได้ว่ารัฐบาลเอง ก็รับรู้ถึงแรงกดดันดังกล่าว ดังจะเห็นจากท่าทีนายกฯ รองนายกฯ หรือแม้กระทั่งบิ๊กตำรวจ ที่พากันออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างอึกทึก
อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ดีว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากข้อจำกัดใด เพื่อที่จะแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องตรงจุด
เพราะเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มโทษคนทำผิดกฎจราจร ถูกนำมาพูดถึงอย่างมาก ราวกับถ้าแก้กฎหมายเพิ่มโทษ ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย
ทั้งที่จริงแล้ว โทษของการฝ่าฝืนกฎจราจรก็มีอยู่แล้ว และก็ไม่ได้เบาสักเท่าใด
แต่ทำไมคนถึงไม่ปฏิบัติตาม ส่วนหนึ่งก็เพราะการบังคับใช้กฎหมายต่างหาก ที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง
เอาแค่บิ๊กไบก์ของส.ต.ต.ที่ชนหมอกระต่าย เมื่อไปตรวจสอบก็ผิดกฎหมายตั้งแต่หัวยันหาง
แต่ก็นำมาขี่ซิ่งเฉิดฉายได้บนท้องถนน แถมยังขี่โดยผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ควรจะรักษากฎหมายด้วยซ้ำ
แค่นี้ก็พอจะเห็นภาพ ไม่ว่าจะเพิ่มโทษหนักเท่าไหน เอาให้ถึงประหารชีวิต แต่กระบวนการยุติธรรมไม่บังคับใช้ ก็ป่วยการที่จะแก้
นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องทัศนคติของการแก้ปัญหาจราจร ที่ตั้งแต่ไหนแต่ไร คิดแต่เรื่องอำนวยความสะดวกให้คนใช้รถ อ้างเพื่อไม่ให้การจราจรติดขัด แต่ละเลยคนเดินเท้า
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องได้รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจปัญหา เข้าใจความเปลี่ยนไปของโลก และตระหนักถึงหน้าที่ที่มีต่อประชาชน ไม่ใช่ใช้บทบาทผู้ปกครองควบคุม สั่งการแบบโบราณ ล้าหลัง ที่ ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
ดังนั้นจึงจะไม่แปลกใจเลย ที่หลายๆ ปัญหาที่สุมอยู่ในสังคมเวลานี้
จะสร้างแรงเปลี่ยนแปลงแบบสั่นสะเทือนในอนาคต
อีกไม่นานคงได้เห็นกัน
รุก กลางกระดาน