ใครต่อใครต่างก็ประเมินผลเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่-จตุจักร ไปในทิศทางเดียวกัน

ว่าเป็นเพราะคนกรุงเทพฯ เบื่อหน่ายรุนแรงต่อการบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ภายใต้การสนับสนุนของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพลังประชารัฐ ซึ่งส่งผู้สมัครลงแข่งขันครั้งนี้ด้วย ก่อนพ่ายแพ้ยับเยิน

กระทั่งนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้า พรรคไทยภักดีก็ยังสรุปฝากไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ว่า สิ่งที่ต้องตระหนักคือท่าทีต่อพรรคพลังประชารัฐที่ได้รับการลงโทษจากประชาชนอย่างหนักกว่า ที่คาดคิด โดยดูจากพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลได้รับความไว้วางใจจากประชาชน น้อยมาก

จึงเป็นเรื่องแปลกที่บรรดาแกนนำพลังประชารัฐประเมินต่างออกไป

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รักษาการเลขาธิการพรรค ปฏิเสธมุมมองที่ว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้แสดงถึงอาการ “ขาลง” ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่กลายเป็นสินค้าเก่าตกรุ่น ขายไม่ได้อีกต่อไป

นายอนุชา นาคาศัย กรรมการบริหารพรรค เชื่อว่าการที่พรรคแพ้เป็นเพราะ มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่าครั้งก่อนที่พรรค เป็นฝ่ายชนะ

“การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่าครั้งที่แล้วจาก 70 เปอร์เซ็นต์ลดเหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราไม่ทราบว่าส่วนที่ขาดหายไปเป็นคะแนนของพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่อย่างไร”

ขณะที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กรรมการบริหารพรรคและผอ.เลือกตั้งซ่อม เชื่อว่าการที่คนไม่เลือกพรรคพลังประชารัฐ ส่วนหนึ่งเพราะเบื่อความขัดแย้งในพรรคอันมีต้นเหตุมาจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ตั้งใจออกไปตั้งพรรคใหม่เพื่อต่อรองตำแหน่งกับนายกฯ

“เป็นเกมที่ร.อ.ธรรมนัส ต้องการขยี้พรรคพลังประชารัฐให้เละ แล้วกลับไปอยู่เพื่อไทย” นายชัยวุฒิสรุป

ผลเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้นำมาสู่ ข้อวิเคราะห์ถึงจุดอ่อน-จุดแข็งต่างๆ มากมาย ทั้งฝ่ายชนะ ฝ่ายแพ้ ฝ่ายได้คะแนนมาก และฝ่ายได้คะแนนน้อย

อย่างเพื่อไทยถึงจะชนะแต่ยังไม่ใช่ “แลนด์สไลด์” ก้าวไกลเริ่มเห็นช่อง เจาะคะแนนเสียงในเขตทหาร พรรคกล้า พรรคไทยภักดี ล้วนมีบทเรียนที่ต้องศึกษาของตัวเอง

ส่วนพลังประชารัฐ ข้อสำคัญคือ จะสรุปบทเรียนครั้งนี้อย่างไร กล้ายอมรับ ความจริงหรือไม่ ถ้าไม่กล้า ก็น่าห่วงว่าผลเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต

จะไม่แตกต่างจากเลือกตั้งซ่อม ทั้ง 3 สนามที่ผ่านมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน