การเมืองหลังวันแห่งความรักจับตาไปที่การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่ได้ฤกษ์ระเบิดศึกวันพฤหัสฯ-ศุกร์นี้
ประเด็นอภิปรายเป็นไปตามญัตติที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นไป ครอบคลุม 4 วิกฤตใหญ่ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศและประชาชนเวลานี้ ได้แก่ วิกฤตเศรษฐกิจในยุคข้าวของแพง ค่าแรงถูก แพงทั้งแผ่นดิน

วิกฤตโรคระบาดทั้งโควิด-19 และอหิวาต์แอฟริกาในสุกร วิกฤตด้านการเมืองยุคปฏิรูปการเมืองที่ล้มเหลว ยุคการเมืองที่ใช้เงินเป็นหลัก
วิกฤตความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดปัญหามากมาย เช่น ปัญหายาเสพติด การทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะฝุ่นพิษ ฯลฯ การบริหารที่ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ เป็นต้น

จากการตกลงกันของวิป 3 ฝ่าย อภิปราย 2 วันใช้เวลารวม 30 ชั่วโมง จัดสรรปันส่วนเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปราย 22 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงตอบคำถาม 8 ชั่วโมง
พรรคเพื่อไทยจัดทีม ส.ส.เตรียมขึ้นอภิปรายประมาณ 30 คน รวมกับพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นทั้งหมดเป็น 45 คน
ที่น่าสนใจคือการอภิปรายครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลกำลังมีปัญหาความเป็นเอกภาพทั้งในสภาและในคณะรัฐมนตรี
สะท้อนจากเหตุการณ์สภาล่มถี่ยิบ 3 ครั้งใน 2 สัปดาห์แรกของเดือนก.พ. กับกรณี 7 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยบอยคอตประชุม ครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ถึงขั้นที่นายกฯ ต้องเอ่ยปากขอให้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลช่วยรักษาองค์ประชุมสภาไม่ให้ล่มซ้ำซาก

ส่วนที่มีข่าว ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเตรียมเอาคืนฝ่ายค้าน ขู่จะขอนับองค์ประชุมสภาวันที่ 17-18 ก.พ.นั้น
ถือเป็นเรื่องที่ทำได้หากรัฐบาล ไม่ห่วงจะเป็นการประจานตัวเองหากฝ่ายค้านอยู่กันครบแต่ ส.ส.รัฐบาลกลับไม่ครบเสียเอง
ที่สำคัญการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ ส.ส.ตัวแทนประชาชนเข้าชื่อเสนอญัตติซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี

หาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลประท้วงวุ่นวายหรือจงใจทำให้สภาล่ม ไม่เพียงเข้าข่ายขัดขวางเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
ยังส่งผลเสียหายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรีอีกด้วย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน