สถานการณ์ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลนั้น น่ากังวลอย่างยิ่ง
ล่าสุด มีความเห็นจากนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ให้ความเห็นกรณีที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นถึง 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในอีกไม่ช้า
โดยนายธนวรรธน์ชี้ว่า เหตุการณ์ ดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดภาวะสงครามยืดเยื้อ
พร้อมชี้ว่า ราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นทุก 1 เหรียญสหรัฐ จะส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 25 สตางค์
หากราคาน้ำมันดิบขึ้นไปแตะที่ 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเมื่อไหร่ จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นเป็นลิตรละ 55 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้นอีก 25 บาท ต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลทุกชนิด ยกเว้นดีเซลพรีเมียม รัฐบาลตรึงราคาไว้ไม่ให้สูงกว่าลิตรละ 30 บาท
ทั้งดีเซล บี7, บี10 และบี20 ราคาลิตรละ 29.94 บาทเท่ากัน
แต่ราคานี้เฉพาะสถานีบริการน้ำมันหรือปั๊มของปตท., บางจาก และไออาร์พีซีเท่านั้น
ส่วนปั๊มอื่นๆ เช่น เชลล์, เอสโซ่, คาลเท็กซ์, พีที, ซัสโก และเพียว ปรับขึ้นไปตามสภาพความเป็นจริง
อยู่ที่ราคาลิตรละ 30.74-33.74 บาท
ว่ากันว่าราคาน้ำมันดีเซลคือต้นทุนของการขนส่งสินค้า ถ้าหากขึ้นราคาปาเข้าไป 2 ลิตร 110 บาทอย่างที่คาดการณ์แล้ว
เมื่อต้นทุนการขนส่งยิ่งเพิ่ม ก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลายทั้งปวงปรับขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ตอนนี้สหพันธ์การขนส่งสินค้าทางบกแห่งประเทศไทย คือบรรดาสิบล้อ สิบแปดล้อ และรถพ่วงทั้งหลายจะยังไม่ออกมาเคลื่อนไหว
แต่เชื่อว่าในเร็วๆ นี้ จะมีปฏิกิริยาอย่างแน่นอน
วิธีแรกคือปรับขึ้นค่าขนส่ง วิธีที่สองคือให้ตรึงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับนี้ ต่อไป
ขณะที่ผู้นำได้แต่ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนประหยัดพลังงาน ขอให้ช่วยประเทศ ช่วยรัฐบาลบ้าง
ถ้าไม่จำเป็นอย่าใช้รถส่วนตัว ล้างแอร์บ้านเสียบ้าง หรือไม่ก็เวิร์ก ฟรอม โฮม
เหมือนไม่เข้าใจความเดือดร้อนของชาวบ้าน
ก็ใช้รถหลวงฟรีมาทั้งชีวิต อยู่บ้านพักไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แถมมีบริวารรับใช้โดยไม่ต้องออกค่าจ้าง!!