ถือเป็นคำพูดที่ชัดเจนที่สุดจากคนในรัฐบาลนี้ สำหรับ การออกมาระบุไทม์ไลน์การยุบสภา โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ระหว่างพบปะกับส.ส.พรรคเล็ก
ระบุว่าจะยุบสภาในช่วงหลังการประชุมเอเปก ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 และเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทยในช่วงปี 2566
อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้รับการตอบรับจากสังคมเท่าใด เพราะคนที่มีอำนาจยุบสภาตัวจริง ซึ่งก็คือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ได้ยืนยันไทม์ไลน์ดังกล่าว
เพียงแค่แบ่งรับแบ่งสู้ว่าเมื่อไหนก็เมื่อนั้น
จึงไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะยุบสภาช่วงนั้นจริงๆ หรือพูด ไปก่อนเพื่อลดกระแสต่อต้าน แล้วหากมีโอกาสอยู่ยาวเท่าใด ก็เท่านั้น
เพราะที่ผ่านมาการกระทำที่ไม่ตรงกับคำพูดของคนในรัฐบาลนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยเสียจนเป็นเรื่องปกติ
ทั้งนี้แน่นอนว่าการส่งสัญญาณยุบสภาเดือนพ.ย.นั้น หากวิเคราะห์แล้วคงไม่ใช่แค่หวังผลเลิศเรื่องหน้าตาของการประชุมเอเปกเท่านั้น
แต่เป้าหมายแอบแฝงจริงๆ ก็คือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เหล่าทัพ ครั้งใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคมต่างหาก ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางมือไม้ไว้รองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน
อย่างไรก็ตามคำถามที่มีต่อรัฐบาลประยุทธ์ ก็คือจะรักษาสภาพไปให้ถึงเดือนพฤศจิกายนตามหวังไว้หรือไม่
เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับมือ ทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ เสียงปริ่มน้ำ ที่ถูกคู่ขัดแย้งอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ขู่ลอยๆ เอาไว้ทุกวัน
แต่เป็นเรื่องของปัญหาปากท้องของประชาชน ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ต้นเดือน จนตอนนี้เริ่มออกอาการ
ทั้งเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ที่ทยอยขึ้นราคา ในขณะที่ค่าแรงแสนถูกไม่ได้ถูกปรับ
คนของรัฐบาลทำได้เพียงมองตาปริบๆ แล้วก็ไปนัดปาร์ตี้กันเองบ้าง กับพรรคเล็กบ้าง
ไม่ได้มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมออกมาเลย ซ้ำยังโทษนั่นโทษนี่ว่าถูกบิดเบือน ถูกใส่ร้ายโจมตี
กลายเป็นว่าการอยู่ในตำแหน่งแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา กลับกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง
อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะรู้ตัวเสียที!??
รุก กลางกระดาน