เลือกตั้งกทม.ครั้งนี้คนกรุงตื่นตัวกันมาก
เนื่องจากมีความพิเศษ อย่างแรก เป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ว่างเว้นมานาน 9 ปี โดยมีผู้สมัครคุณภาพและมีชื่อเสียงลงแข่งขันจำนวนมาก คาดว่าอาจเกิน 30 คนหลังปิดการรับสมัคร
มีทั้งลงในนามพรรค ในนามอิสระและกึ่งอิสระ
อย่างที่สองคือ มีการเลือกตั้งส.ก. 50 เขตไปพร้อมกัน นับจำนวนผู้สมัครรวมแล้วเกือบ 400 คน ส่งเสริมบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยให้คึกคักหลากหลายมากขึ้น
หลายคนเชื่อว่าเลือกตั้งส.ก.น่าจะลุ้นเชียร์สนุกไม่แพ้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
ประเด็นน่าสนใจคือ ผู้สมัคร ส.ก.ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดสังกัดพรรคการเมือง หรือพูดอีกอย่างคือพรรคเป็นคนส่งสมัคร ทำให้การรณรงค์หาเสียงส.ก. จะมีกรอบนโยบายของพรรคต้นสังกัดกำกับอยู่
อย่างไรก็ตาม ในการรณรงค์หาเสียง ผู้สมัครส.ก.ทุกสังกัดพรรคยืนยันตรงกัน หากได้รับเลือกเข้ามา ก็พร้อมทำงานสอดประสานกับผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ สังกัดพรรค ไม่สังกัดพรรค หรือผู้ว่าฯ กึ่งอิสระ ก็ไม่เกี่ยงงอน ขอเพียงประชาชนส่วนใหญ่เลือกเข้ามา
ขณะที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็ยืนยันว่ายินดีและพร้อมให้ส.ก.ไม่ว่าสังกัดพรรคใด รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงาน
หากเป็นไปตามหลักการดังกล่าวจริง ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก่อให้เกิดการเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบระหว่างรัฐบาล สภาผู้แทนระดับชาติ กับ ผู้บริหารผู้ปกครองท้องถิ่น
ทำให้การดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
แต่ก็มีหลายคนที่มีความคิดเห็น ในมุมที่ว่า แม้จะมีประเด็นต้องระมัดระวังเรื่องตรวจสอบถ่วงดุล แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากส.ก.ส่วนใหญ่กับผู้ว่าฯ กทม.ที่ได้รับเลือกเข้ามา จะอยู่ในปีกอุดมการณ์การเมืองเดียวกัน
เพราะจะช่วยส่งเสริมให้การทำงานราบรื่นไม่ติดขัด
การเลือกตั้ง กทม.ครั้งนี้ นอกจากใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สำหรับเลือก ผู้ว่าฯ 1 ใบ และส.ก. 1 ใบ
อาจจำเป็นต้องพิจารณาทั้งในแง่การทำงานร่วมกันในอนาคตระหว่าง ผู้ว่าฯ กทม. กับส.ก.อีกด้วย