คึกคักดุเดือดจริงๆ สำหรับบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 พ.ค.
ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พอจะเข้าใจได้อยู่แล้ว เพราะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีที่คนกทม.จะมีโอกาสเลือกผู้บริหารของตัวเอง
การแข่งขันจึงดุเดือด เพื่อช่วงชิงคะแนนนิยมจากประชาชน ส่วนใครจะได้ใจประชาชน ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ คงต้องรอดูผลการเลือกตั้ง
เพราะต้องยอมรับว่าการวิเคราะห์สนามเลือกตั้งกทม. เป็นเรื่องยากยิ่งจริงๆ
ทั้งจากจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีมากถึง 4.5 ล้านคน
แถมเป็นสังคมเมือง ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพิงการเมืองแบบอุปถัมภ์มากนัก หรือเรียกว่าน้อยกว่าในสังคมชนบทมาก
นักการเมือง หรือผู้แทน จึงไม่ได้ ใกล้ชิดเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพาอาศัยมากนัก
ทำให้พลังเงียบ หรือเสียงอิสระ ฟรีโหวตสามารถพลิกผลการเลือกตั้งได้ตลอด เรียกว่ามีพลังกว่าเสียงจัดตั้งมาก
จึงน่าสนใจว่าคนกรุงเทพฯ จะกำหนดทิศทางเมืองหลวงไปในทิศทางใด
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์ความคิดคนกรุง ว่าต้องการเลือกคนที่อิสระ เป็นกลางเข้ามาทำงาน ไม่มีภาพลักษณ์ของการเมืองมากนัก เพราะดูจะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์
ซึ่งจะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ผู้สมัครผู้ว่าฯ จึงเลือกลงเลือกตั้งแบบอิสระ นโยบายที่ นำเสนอก็ออกแนวๆ โลกสวย ขายฝัน สร้างสังคมอุดมคติ
เรื่องขยะ พื้นที่สีเขียว การจราจร แก้น้ำท่วม ถูกนำมาโฆษณามาตลอด
ส่วนจะทำได้หรือไม่ หรือทำได้มากน้อยเท่าใด แทบไม่มีใครมาประเมิน!??
แย่ไปกว่านั้นคือไม่มีใครตั้งคำถามว่าทำไมถึงทำไม่ได้
หรือจริงๆ แล้ว ‘การเมือง’ ที่คิดกันว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ คือสิ่งที่หายไปจากการบริหารงานของผู้ว่าฯ กทม.
เพราะทุกเรื่องทั้งเรื่องงบประมาณว่าจะไปลงที่ไหน คุ้มค่าหรือไม่ แผนพัฒนาเมืองที่ถูกบอนไซ การทุจริตคดโกง จนบางโครงการไร้ประสิทธิภาพ
ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่อง ‘การเมือง’ ทั้งนั้น
หนำซ้ำประสบการณ์ที่อยู่กับรัฐบาลทหาร จนกระทั่งรัฐบาลสืบทอดอำนาจล้วนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร
และ ‘ถ้าการเมืองดี’ บ้านเมือง คุณภาพชีวิต จะดีกว่านี้ไหม?
จึงเป็นการวัดใจคนกรุงว่าคราวนี้จะออกแบบชีวิตตัวเองอย่างไร
เดือนหน้ารู้กันแน่นอน!!
รุก กลางกระดาน